คลังเรื่องเด่น
-
"จริงอยู่กับหัวใจของเรา" (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป)
.
"จริงอยู่กับหัวใจของเรา"
" .. ธรรมก็แปลว่า "สิ่งที่ทรงไว้ คือสภาพไม่สูญหายไม่ตาย" คือทำจริงก็เป็นธรรมที่จริง "จริงอยู่กับหัวใจของเรา"
เหมือนอย่าง "ทองคำธรรมชาติ ถึงแม้ว่าไปตกในตม ในโคลนอย่างใดก็ตาม เมื่อเราเอามาชำระล้างให้สะอาดแล้วเนื้อทองนั้นก็ยังเป็นทองอยู่" ฉันใดก็ดี "จิตใจของเรา ถ้าชำระความชั่วออกได้ทั้งหมดแล้ว ย่อมเป็นเช่นนั้น" .. "
"๑๐๓ โอวาทธรรมคำสอน"
หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๖ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๖ -
"กรรมนิมิต" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"กรรมนิมิต"
" .. "คนเรา ก่อนกายจะแตกดับ" เมื่อจิตปล่อยวางร่างกาย ไม่มีความรู้สึกแล้ว "จะมีภาพอันหนึ่งเกิดขึ้น ให้ปรากฏเห็นเฉพาะใจตนคนเดียว" โดยที่เราจะตั้งใจดู หรือไม่ก็ตาม ภาพอันนั้นถ้าจะเปรียบให้เห็นง่าย ๆ ก็คล้ายกับภาพนิมิตในความฝัน "ภาพนิมิตอันนั้นแล มันจะมาแสดงผลกรรมของเราที่เราได้กระทำไว้แล้วในอดีต" บางทีเราอาจลืมไปแล้วนาน "แต่มันมาปรากฏให้เราเห็นและระลึกขึ้นมาได้"
เป็นต้นว่า "เราเคยได้สร้างโบสถ์วิหารถวายกฐินทานเป็นอาทิ วัตถุทานนั้นก็จะมาปรากฏขึ้นให้เราเห็น" แต่ภาพนิมิตนี้จะสวยสดงดงามและวิเศษยิ่งกว่าที่เราได้กระทำไว้นั้น "จนเป็นเหตุให้เมื่อเราได้เห็นเข้าแล้วเกิดปีติ อิ่มอกอิ่มใจจนหาที่เปรียบมิได้" แล้วจิตจะไปจดจ้องจับเอานิมิตนั้นมาไว้เป็นอารมณ์ ให้เกิดความสุขโดยส่วนเดียวที่เรียกว่า "สัคคะ" ผู้สร้างบุญกุศลจะเห็นผลชัดแจ้งด้วยใจตนเองก็ตอนนี้
ตรงกันข้ามผู้ที่กระทำกรรมชั่วไว้ "กรรมนิมิต ก็จะเกิดในขณะเดียวกัน" แต่จะเป็นเรื่องทนทุกข์ทรมานมากจนเหลือจะอดทน เพราะกรรมตามสนอง "ความทุกข์ทรมานของกายถึงขนาดร่างกายจะแหลกเหลวเปื่อยเน่าไปก็ตาม แต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ตาย"... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๖ -
ข่าวชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน (พระอาจารย์เล็ก) เดือนเมษายน ๒๕๖๖
ชุมชนคุณธรรมออนไลน์ Palungjit.org
เครือข่ายชุมชนคุณธรรมวัดท่าขนุน
ขอรวบรวมข่าวกิจกรรมการดำเนินงานของ
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. (พระอาจารย์เล็ก)
เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
เพื่อให้ทุกท่านได้โมทนาบุญในการทำงานของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
และเพื่อให้ทุกท่านได้ศึกษารูปแบบการดำเนินงานของพระอาจารย์
ซึ่งท่านเป็นต้นแบบการทำงานของ ชุมชนคุณธรรมออนไลน์ Palungjit.org
ข่าวการดำเนินงาน เดือนเมษายน ๒๕๖๖ -
"ความผูกพัน คือกรรมทางใจ" (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
.
"ความผูกพัน คือกรรมทางใจ"
" .. "กรรมที่อาจทำให้มนุษย์ในชาติหนึ่งต้องเป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่ง หรือทำสัตว์ในชาติหนึ่งให้กลับเป็นมนุษย์ในอีกชาติหนึ่ง" มีผู้เขียนบ้างเล่าบ้างไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่มีปรากฏในพุทธกาล "จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามพึงไม่ประมาท" กรรมใดที่เคยมีแสดงไว้ว่า "ทำให้มนุษย์ต้องเกิดเป็นสัตว์ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่พึงทำ"
กรรมสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ "เป็นกรรมทางใจคือความผูกพัน" ผู้ตายมีความผูกพันในภพภูมิของตน เช่น "ผูกพันในทรัพย์สมบัติของตน" ในภพภูมินั้น "ความผูกพันยึดมั่นอาจนำให้กลับมาเกิดในบ้านเรือนตนอีกได้" แต่จะมิใช่เป็นมนุษย์
มีเรื่องเล่าว่า "เกิดเป็นเล็นก็มี เกิดเป็นสุนัขก็มี" ซึ่งน่าจะไม่มีผู้ใดปรารถนาจะเป็น จึงน่าจะต้องระวังกรรมทางใจให้มาก เช่นเดียวกับกรรมทางกายทางวาจา อย่ายึดมั่นห่วงใยในอะไรให้มากนัก วางเสีย ปล่อยเสีย "ท่องพุทโธไว้เสมอนั่นแหละจะทำให้ถอนใจจากความยึดมั่นได้"
เคยมีผู้เล่าเรื่องเจ้าของพระพุทธรูปงดงามองค์หนึ่ง "สิ้นชีวิตไปในขณะที่จิตใจกำหลังรักและหวงแหนพระพุทธรูปองค์นั้นอย่างยิ่ง" เมื่อมีผู้มาขอชมพระพุทธรูป... -
จากธาตุรู้ สู่กระแสธรรม จิตเป็นอิสระ
จากธาตุรู้ สู่กระแสธรรม จิตเป็นอิสระ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ -
การจัดงานวันเกิดแบบโบราณ
ตัวกระผม/อาตมภาพเองถือตามแบบโบราณ ก็คือทำบุญวันเกิดตอนอายุ ๖๐ ปี หลังจากนั้นแล้วคนโบราณมีแนวจัดการ ๒ อย่าง ก็คือทำทุก ๑๐ ปี หรือทำทุกรอบนักษัตร ๑๒ ปี ก็แปลว่าหลัง ๖๐ ไปแล้ว ถ้าไม่ใช่ทำบุญอายุ ๗๐ , ๘๐ , ๙๐ ก็จะทำบุญอายุ ๗๒ , ๘๔ , ๙๖ ปี เป็นต้น
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าบุคคลที่ทำบุญวันเกิดในสมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มากด้วยบุญด้วยบารมี เป็นเจ้าพระยามหาอำมาตย์บ้าง เป็นเชื้อพระวงศ์บ้าง ท่านทั้งหลายเหล่านี้มีคนเคารพนับถือมากก็จริง แต่ท่านก็เกรงว่าจะเป็นการรบกวนคนอื่น โดยเฉพาะสมัยก่อน การเดินทางไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ เอาแค่ว่าถ้าในอำเภอทองผาภูมิของเรา จากวังปะโท่จะเดินทางลงไปกาญจนบุรี ต้องลงมาค้างที่อำเภอทองผาภูมิ ๑ คืน ทั้ง ๆ ที่วังปะโท่ห่างจากทองผาภูมิแค่ ๒๒ กิโลเมตรเท่านั้น..!
ดังนั้น..ในสมัยที่เรา ๆ ท่าน ๆ ยังเห็นทันกันอยู่ การเดินทางยังลำบากขนาดนี้ บรรดาเจ้าใหญ่นายโตที่มีบุญมีบารมี จึงใช้วิธีการทำบุญตามรอบนักษัตร ซึ่งมีค่านิยมมาจากประเทศจีนว่า รอบนักษัตรใหญ่เลยก็คือ ๖๐ ปี หลังจากนั้นก็จะถือรอบ ๑๐ ปีครั้ง หรือว่า ๑๒ ปีครั้งก็แล้วแต่เจ้าตัว... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖ -
ตราบใดที่ยังยึดถือว่า สายการปฏิบัติ "ของกูดีที่สุด" ตราบนั้นกิเลสยังท่วมหัว
แต่ขอให้เชื่อเถอะ..เรื่องของการปฏิบัติธรรมนี่คุยกันไม่ได้หรอก กิเลสคนมีมาก..คุยกันเมื่อไรก็ "สายกูดีที่สุด" พูดง่าย ๆ ก็คือว่า โอกาสที่จะสัมมนาเกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐานให้ครบทุกสายโดยที่ไม่ "วางมวย" กันนี่น้อยมาก กระผม/อาตมภาพเองก็ยังแปลกใจว่า กรรมฐานทุกสาย ต้องบอกว่าเป็นสายของพระพุทธเจ้า ในเมื่อกรรมฐานเป็นสายของพระพุทธเจ้า แล้วทำไมถึงต้องมาเถียงกันด้วย ?
บรรดาสายการปฏิบัติธรรมต่าง ๆ อย่างในปัจจุบันของเรา ก็จะมีสายวิสุทธิมรรค ที่ใช้การภาวนาพุทโธเป็นหลัก ก็คือสายพระป่าของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สายนามรูปของวัดปราสาททอง จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหลัก สายพองยุบของวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันสายนี้มีผู้ปฏิบัติมาก เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า พระนิสิตหรือว่าญาติโยมที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทุกคน โดนบังคับให้ปฏิบัติตามสายนี้
สายสัมมาอะระหัง ถ้าจะว่าไปแล้วก็คือการใช้อานาปานสติ ควบกับอาโลกกสิณและพุทธานุสติ ซึ่งปัจจุบันนี้พอหลวงป๋า (พระเทพญาณมงคล วิ. เสริมชัย ชยมงฺคโล) มรณภาพไป ก็ซา ๆ ลงนิดหนึ่ง เพราะว่าทางสายธรรมกายเองหาคนสอนให้เข้าถึงอย่างแท้จริงได้ยาก... -
การใช้ชีวิต ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ถ้าใส่สติลงไปด้วย ก็จะสามารถทำเป็นกรรมฐานได้ทั้งหมด
พวกเราส่วนใหญ่แล้วมีเวลาปฏิบัติธรรมน้อย ที่มีเวลาน้อยเพราะเราไม่สามารถใช้ทุกเวลาของเราเป็นการปฏิบัติธรรมได้ บางคนอยากจะใช้เวลาทุกเวลาเป็นการปฏิบัติธรรมแบบที่หลวงพ่อทำ ก็ดันโดดข้ามขั้น ตัวเองอยู่ชั้นอนุบาลจะไปทำแบบพวกปริญญา เห็นหลวงพ่อสวดมนต์ไป อ่านหนังสือไป ก็จะเอาบ้าง...พังไม่เป็นท่า เพราะไม่เคยหัดมาก่อน
ต้องสามารถแยกจิต แยกกาย ทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ แล้วปรับให้แต่ละอย่างเท่า ๆ กัน ถ้าเป็น ๒ ส่วน ๒ ส่วนต้องรับรู้ได้เท่ากัน ถ้าเป็น ๓ ส่วน ๓ ส่วนต้องรับรู้ได้เท่ากัน เพราะฉะนั้นสวดมนต์ไป ภาวนาไป จับภาพพระไป อ่านหนังสือไป เป็นการทำงานหลายอย่าง พวกเราเห็นช้างขี้ พยายามขี้ตามช้าง ปรากฏว่าก้นฉีก ขี้มันก้อนใหญ่ไป
ให้ค่อย ๆ ทำแค่ที่ตัวเราทำได้ แต่ให้ทำอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอให้ทางวัดจัดการปฏิบัติธรรมแล้วค่อยมาปฏิบัติกัน กิเลสไม่ได้รอให้วัดจัดปฏิบัติธรรมแล้วค่อยมากินเรา แต่กิเลสกินเราทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ถ้าหากว่าเราไปรอให้ทางวัดจัดปฏิบัติธรรมแล้วค่อยไปปฏิบัติ ชาตินี้ทั้งชาติโอกาสที่จะชนะกิเลสไม่มี กิเลสกินเราวันละ ๒๔ ชั่วโมง ทั้งหลับ ทั้งตื่น ทั้งยืน ทั้งนั่ง... -
เทวดาที่มีอานุภาพมาก / พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีฯ)
เทวดาที่มีอานุภาพมาก / พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีฯ) -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๖ -
สอนเด็กปฏิบัติธรรม คือ ผู้ใหญ่ต้องทำให้เขาดู
ถาม : ฟังหลวงพ่อแล้ว อยากให้ลูกมาปฏิบัติกรรมฐานด้วย แต่ว่าลูกยังเล็กอยู่ จะมีวิธีในการสอนในการปฏิบัติอย่างไรครับ ?
ตอบ : ในเบื้องต้นของเด็กเล็ก ๆ อย่าบังคับให้เขาปฏิบัติธรรม หากแต่ใช้วิธีพ่อแม่ทำตนเป็นตัวอย่าง อย่างเช่นว่าสวดมนต์สั้น ๆ สมาทานศีล สอนให้เขาภาวนาพองหนอ ยุบหนอ สัก ๓ คู่ ๕ คู่ หรือว่าพุทโธ พุทโธ สัก ๓ ครั้ง ๕ ครั้งก็เพียงพอ
ถ้าหากว่าเด็กมีวิสัยเดิมเป็นปุพเพกตปุญญตามา เขาจะสามารถต่อบุญเก่าของตนเองได้ หรือถ้าหากว่าเขามีปุพเพกตปุญญตามาน้อย การค่อย ๆ สั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย โดยไม่รู้สึกว่าโดนบังคับ เด็กก็จะยินดีทำมากกว่าจ้ะ
.....................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com
ขอขอบคุณภาพจากคุณ ภัทร์ษกรณ์ จิระประเสริฐสุข -
ความตรงต่อเวลาคือสัจจบารมีในรูปแบบหนึ่ง
ในเรื่องของความตรงต่อเวลาของคนไทยเรานั้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก บุคคลที่ตรงต่อเวลากลายเป็นบุคคลที่ต้องเสียเวลา ไปรอบุคคลที่ไม่ตรงต่อเวลาเสมอ ซึ่งการตรงต่อเวลานั้น เป็นการวัดบารมีที่ชัดเจนที่สุด ก็คือทำให้เห็นว่า ท่านทั้งหลายมีสัจจบารมีเต็มแล้วหรือไม่ ? ถ้าหากว่าเป็นบุคคลที่มีสัจจบารมีเต็มครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกอย่างจะเป็นไปตามเวลา "มีแต่ก่อน ไม่มีหลัง" แต่ถ้าหากว่าสัจจบารมียังบกพร่องอยู่ ก็จะมีความผิดพลาด ไม่ตรงเวลากันเป็นเรื่องปกติ
กระผม/อาตมภาพนั้นมีนิสัยตรงต่อเวลาตั้งแต่ฆราวาสแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของฆราวาสทั่วไป หรือตลอดจนกระทั่งชีวิตของความเป็นทหารก็ตาม ในชีวิตฆราวาสนั้น กระผม/อาตมภาพจะไปถึงงานก่อนเวลาอย่างน้อย ๑๕ นาทีเสมอ และจะรอจนเลยเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากว่าเกินครึ่งชั่วโมงเมื่อไร กระผม/อาตมภาพก็จะไปทำธุระของตนเองต่อทันที ถือว่าบุคคลที่ผิดในครั้งนี้ไม่ใช่เรา..!
ส่วนในขณะที่เป็นทหารนั้น วัน ว. เวลา น. เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเป็นการเข้าตีข้าศึก ถึงเวลาแล้วปืนใหญ่ของฝ่ายเราก็จะยิงปูพรมเข้าไปก่อน... -
"บุญและบาปใจมันถึงก่อน" (หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)
.
"บุญและบาปใจมันถึงก่อน"
กรรมมันไม่ได้อยู่ถึงฟ้าอากาศ กรรมทั้งหลายที่เราว่าเป็นกรรมอย่างโน้นเป็นกรรมอย่างนี้ บาปอย่างโน้นบาปอย่างนี้ บาปอะไรมีที่โน่นที่นี่ ในป่าในดง ภูเขาเหล่ากอไม่ได้เป็นบาปเป็นกรรม "มันเป็นจากดวงใจของเรา"
ท่านจึงว่ากายกรรม "วจีกรรมมโนกรรมเป็นของเรา" กายกรรมทำทางกาย วจีกรรมทำทางวาจา มโนกรรมทำทางใจ ข้อนี้แหละให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นชัด อย่าเข้าใจอย่างอื่น "อย่าให้เป็น สีลพัตตปรามาส ลูบคลำโน่น ๆ นี่ ๆ ว่ากรรมอยู่โน้นบาปอยู่โน้น"
นั้นแหละเข้าใจผิดไป เราต้องใช้โอปนยิกธรรม "ต้องน้อมเข้ามาถึงดวงใจของเรากรรมมันไม่ได้เกิดที่อื่น" เวลานี้กายเราไม่ได้ทำอะไร วาจาเราก็ไม่ได้ทำ เหลือแต่มโนกรรม ความน้อมนึก "มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา" บุญและบาปไม่ว่าใด ๆ ใจถึงก่อน ให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งลงไป แน่นอนลงไป "บุญและบาปใจมันถึงก่อน" .. "
"การฟังและการปฏิบัติ"
(หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)
ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์ ถอดจากแถบบันทึกเสียง -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๖ -
กำลังใจที่ถูกต้องของนักปฏิบัติ คือ ไม่กลัวตาย แต่ไม่ได้อยากตาย เพียงแต่พร้อมที่จะตายตลอดเวลา
กระผม/อาตมภาพเคยพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า "บุคคลที่ปฏิบัติธรรมแล้วคิดว่าไม่กลัวตาย ถือว่าดีแล้ว" เป็นเรื่องที่ผิด บางคนอยากตายเสียด้วยซ้ำไป อันนั้นยิ่งผิดหนักเข้าไปใหญ่ เพราะว่ากำลังใจที่อยากตายเป็นกำลังใจที่เศร้าหมอง ถ้าตายตอนนั้น อาจจะลงอบายภูมิก็ได้
กำลังใจที่ถูกต้องก็คือ ไม่กลัวตาย แต่ไม่ได้อยากตาย เพียงแต่พร้อมที่จะตายตลอดเวลา อยู่ในลักษณะของการระลึกถึงมรณานุสติเต็มระดับ รู้ตัวอยู่เสมอว่าชีวิตของเรามีแค่ชั่วลมหายใจเข้าออกเท่านั้น หายใจเข้า..ถ้าไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออก..ถ้าไม่หายใจเข้าก็ตาย เพียงแต่ว่าอยู่ในลักษณะของการพร้อมที่จะตายโดยไม่ประมาท
ขณะที่ยังดำรงชีวิตอยู่ ก็ถือว่าเราได้สร้างบุญสร้างบารมี ถ้าหากว่าตายเมื่อไร เราก็พร้อมที่จะไปพระนิพพาน จึงอยู่ในลักษณะของการที่อยู่ก็ได้ ตายก็ดี ก็แปลว่าต้องอยู่ให้ดีที่สุด ถ้าหากว่าตาย ก็ตายอย่างพร้อมที่สุด พร้อมเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรให้เรายึดถือแล้ว ปล่อยวางจากภาระทั้งปวงแล้ว ถ้าชีวิตยังมีอยู่ ก็ดำเนินไปตามหน้าที่ของตน ถ้าชีวิตหมดสิ้นลง ก็ไปตามทางที่ตนได้เลือกไว้
เรื่องพวกนี้ท่านทั้งหลายต้องฟังไว้บ่อย ๆ จิตใจจะได้เคยชิน... -
."บางคนทำชั่วแต่ได้รับผลดี" (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
.
"บางคนทำชั่วแต่ได้รับผลดี"
" .. "อันความดีและความชั่วนี้ มีลักษณะพร้อมทั้งผลต่างกัน" เมื่อเป็นความดีจริง ถึงใครจะพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นความชั่ว ก็ไม่อาจทำได้ คงเป็นความดีอยู่นั้นเอง แม้ความชั่วก็เหมือนกัน "เมื่อเป็นความชั่วจริง ก็คงเป็นความชั่วอยู่นั้นเอง" ไม่มีใครสามารถจะกลับกลายให้เป็นความดีไปได้
ส่วนความอ้างเอาเองและความเข้าใจของคนก็เป็นเพียงความอ้างเอาเองหรือความเข้าใจเท่านั้น แม้จะทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้บ้าง เช่น "การใส่ความ การยกยอโดยไม่เป็นความจริง" ก็ไม่ใช่ผลของความดีความชั่วนั้นโดยตรง
"ผลของความดีหรือความชั่วนั้น จะต้องมาถึงเมื่อถึงโอกาส" เพราะการให้ผลของความดีหรือความชั่วก็มีเวลาเหมือนวันคืน "เมื่อยังเป็นเวลากลางวัน จะเร่งเป็นเวลากลางคืนสักเท่าไรก็คงเป็นไปไม่ได้ จนกว่าจะถึงเวลาสิ้นวัน เวลากลางคืนก็เข้ามาถึงเอง" แม้ในเวลากลางคืนก็เหมือนกัน จะเร่งให้เป็นเวลากลางวันเท่าไร ก็เป็นไปไม่ได้ จนกว่าจะสิ้นวันแล้วกลางวันก็จะเริ่มขึ้นเอง
"เวลาความดีให้ผลเหมือนกลางวัน เวลาความชั่วให้ผลเหมือนกลางคืน" ฉะนั้น... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๖ -
จัดงานบวชอย่างไรให้ได้บุญ
สำหรับในเรื่องของการบวชนั้น ญาติโยมส่วนใหญ่ก็รู้แต่ว่าบวชลูกบวชหลานของตนเองจะได้บุญมาก ได้อานิสงส์มาก แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอานิสงส์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ซึ่งตรงนี้จะต้องบอกกล่าวกันให้ชัดเจนว่า
การบวชในเบื้องต้นท่านก็ได้อานิสงส์ในทาน ในศีล ในภาวนาไปแล้ว
เมื่อบรรดาคู่สวดได้กล่าวประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า "อุปสัมปันโน สังเฆนะฯ" บัดนี้ได้อุปสมบทเป็นสงฆ์แล้วนะ อานิสงส์ที่ท่านทั้งหลายจะพึงมีพึงได้ในฐานะผู้เป็นศาสนทายาท สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ก็ได้สมบูรณ์บริบูรณ์ตอนนั้นแล้ว
การอยู่ต่อของท่านทั้งหลายก็ขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะสามารถทำให้อานิสงส์นั้นเพิ่มมากขึ้นหรือว่าลดน้อยถอยลง คำว่าเพิ่มมากขึ้นในที่นี้ก็คือการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ลดน้อยถอยลง นั่นก็คืออาจจะไม่ทำอะไรเลย หรือไม่ก็มีการทำผิดทำพลาด จนกระทั่งติดลบไปก็มี..!
อานิสงส์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่บอกว่าได้มากนั้นเกิดจากอะไร ? ก็เกิดจากการที่บรรดาผู้บวชเข้ามาแล้วต้องยึดถือศีล ๒๒๗ ข้อ ถ้าเปรียบกับการลงทุนในกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ญาติโยมที่ถือศีล ๕ สมมติว่าลงทุนไป ๕ ล้านบาท พระภิกษุสงฆ์ที่ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ก็คือลงทุนไป ๒๒๗ ล้านบาท... -
เราแห่นาคเพื่ออะไร ?
สำหรับวันนี้กระผม/อาตมภาพต้องเดินทางไปเป็นพระอุปัชฌาย์ ทำการอุปสมบทพระที่วัดวังปะโท่ หมู่ที่ ๘ บ้านรวมใจ ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ไปถึงตั้งแต่ประมาณ ๘ โมงเช้า แต่ว่าต้องรออยู่จนกระทั่ง ๙ กว่าโมง ถึงจะได้ทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ ให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรนั้น ๆ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า มีการแห่นาคกันสนุกสนาน ไม่รู้จักแล้วจักเลิก ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมการแห่นาคในปัจจุบันนี้ถึงได้วิปริตผิดเพี้ยนไปขนาดนั้น..!?
ในสมัยโบราณนั้น การแห่นาคมุ่งหวังให้บุคคลที่รู้เห็น ได้มีโอกาสอนุโมทนาในบุญกุศล ที่ทางเจ้าภาพได้บวชลูกหลานของตน แต่ว่าในปัจจุบันนี้ เอาความสนุกสนานเข้าว่าเพียงอย่างเดียว หลายที่ก็มีการกินเหล้ากินเบียร์ เต้นกันสนุกสนานไม่ยอมเลิก เมื่อเมาขึ้นมาแล้ว บางทีแห่รอบโบสถ์ ๓ รอบแล้วยังไม่เป็นที่พอใจ ก็มีการเพิ่มขึ้นเป็น ๙ รอบ เป็นต้น เราจะเห็นได้ว่าเรื่องของประเพณีนั้น บางทีก็วิปริตผิดเพี้ยนไปตามความเกรงใจของผู้คน เพราะว่าในเมื่อแขกเหรื่อต้องการแบบนั้น เจ้าภาพก็ต้องสนองความต้องการเขาไป
อีกประการหนึ่งก็คือกระทำตาม ๆ กันไป โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นคืออะไร... -
ปฏิบัติดียังมีโอกาสลงนรก (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
ผู้ที่มีการปฏิบัติดี เช่นไม่ขาดศีล ๕ ไม่ขาดสรณคมณ์ แต่ถ้ามี "อารมณ์ฟุ้ง" ทำให้ตนเองไปเกิดในอบายภูมิ ๔ ได้
ขณะเดียวกันคนที่ไม่มีศีล หรือปรามาส พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะต้องลงนรก
ยกตัวอย่าง "พระนางมัลลิกา" เป็นผู้ที่มีความประพฤติการปฏิบัติดีมากยากที่บุคคลอื่นจะพึงทำได้ อารมณ์ใจของพระนางเต็มไปด้วยอารมณ์กุศล เคยถวายอทิสสทานกับ องค์สมเด็จพระทศพล ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า..
พระพุทธเจ้า ๑ องค์ จะมีคนถวายอทิสสทานครั้งเดียวในชีวิต และคนที่จะถวายได้นั้นต้องเป็นผู้หญิง พระนางมัลลิกามีคุณงามความดีประเสริฐ เหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งผืน ถ้าบังเอิญไปเปื้อนอะไรนิดหนึ่ง จุดเด่นมันก็ปรากฏขึ้น
เรื่องมีอยู่ว่าคืนหนึ่งพระนางจะไปถ่ายปัสสาวะ และกลางคืนเขาดับไฟกันเพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ บังเอิญเท้าขวาของพระนางสะดุดพระบาทของพระราชสวามี คือพระเจ้าปเสนทิโกศล เพียงเท่านี้พระนางเสียใจมาก คิดว่า ตัวเองทำความชั่วมาก ทั้งๆที่ความจริงไม่มีอะไรเป็นความผิด เพราะไม่มีเจตนา แต่พระนางมัลลิกาคิดเสมอจิตเศร้าหมอง สลดใจหนักใจว่าตัวเองทำความผิด
ต่อมาเมื่อวาระเข้าถึง... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๖ -
การครอบวิมาน เอาวิมานที่ไหนมาครอบ
การครอบวิมาน เอาวิมานที่ไหนมาครอบ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๖ -
"เข้าใจว่าตนดีแล้ว นั่นคือมานะเกิด" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"เข้าใจว่าตนดีแล้ว นั่นคือมานะเกิด"
" .. "ผู้ใดเข้าใจว่าตนดีแล้ว นั่น ยังไม่ทันดี ถ้าหากเข้าใจว่าดีแล้ว คนนั้นเรียกว่ามานะเกิดขึ้นแล้ว" อย่างพระสารีบุตรเทศน์ให้ พระโมคคัลลานะ ท่านบอกว่า "ท่านถือว่าท่านมีฤทธิ์เดชมีปฏิหาริย์ อันนั้นเรียกว่า มานะ" คือเกิดบรรลุวิเศษวิโส "ครั้นท่านถือว่า รู้รอบหมดทุกสิ่งทุกอย่างอันนั้นคือ ทิฏฐิ" ท่านจงละทิฏฐิ มานะนั้นเสีย แล้วจะอยู่เป็นสุข ลองดู
"ท่านวิเศษวิโสถึงขนาดนั้น มีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีอำนาจปาฏิหาริย์เหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินบินบนได้ ก็เป็นจริงอย่างนั้น" ท่านเป็นจริงอย่างนั้นจริง ๆ "แต่หากว่าถืออันนั้นแล้ว มันเป็นมานะ เป็นทิฏฐิในตัว" ละทิฏฐิมานะนั้นแล้ว นั่นละจะอยู่เย็นเป็นสุข .. "
"วิธีชำระจิต"
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
หน้า 75 ของ 444