เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 24 กรกฎาคม 2026 at 19:48.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,711
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,186
    ค่าพลัง:
    +26,973
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,711
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,186
    ค่าพลัง:
    +26,973
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อวานนี้ กระผม/อาตมภาพมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิก่อนเวลา ๔๙ นาที แล้วหาที่เข้าไม่ได้ เนื่องเพราะว่าเครื่องมาผิดเวลา ก็เลยต้องจอดรออยู่ตรงบริเวณหัวรันเวย์เกือบ ๔๕ นาทีเห็นจะได้ กว่าเขาจะหางวงให้เทียบ ให้จอด ให้ลงกันได้..!

    ใครที่บอกว่านั่งเครื่องบินแล้วไม่เคยถึงก่อนเวลา ช่วยไปนั่งด้วยกันหน่อยเถอะ..! ประสบการณ์นี้รับรองว่าเจอทุกงวดที่เป็นเนื่องเพราะว่าถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายเป็นปกติ ท่านก็จะสงเคราะห์ให้เราเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าถ้าสงเคราะห์ในลักษณะนี้ ก็อาจจะนั่งติดแหง็กอยู่แบบกระผม/อาตมภาพ เพราะว่าหาที่ลงไม่ได้อย่างที่เห็น

    การไปทิเบต
    คราวนี้นั้น ตัวอย่างที่พวกเราควรเลียนแบบที่สุดก็คือ คนของเขาอยู่กับศีลกับธรรม อยู่กับการภาวนาตลอดเวลา ไปไหนถ้าไม่ได้ถือลูกประคำ ก็จะถือกงล้อมนต์เดินภาวนาไปด้วย เพราะเขามีความเชื่อว่า เดินก้าวหนึ่งก็ใกล้พระนิพพานก้าวหนึ่ง ภาวนาคำหนึ่งก็ใกล้พระนิพพานไปก้าวหนึ่ง

    เพียงแต่ว่าท่านที่ไปต้องใจคอเข้มแข็งอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะเรื่องกินและเรื่องส้วม อาหารการกินของเขาส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อจามรี เนื้อแพะ เนื้อแกะ มีพวกชานม ซึ่งถ้าไม่ใช่นมจามรีก็เป็นนมแพะ..!

    แต่ขอบอกว่าไปไหนถ้ากินตามเขาแล้วจะดี เนื่องเพราะว่าทิเบตอยู่ในที่สูง แม้กระทั่งนครลาซาก็สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเกือบ ๔,๐๐๐ เมตร ส่วนอื่น ๆ ที่สูงเกิน ๕,๐๐๐ เมตรก็มีมาก ถ้าหากว่าเราทำตามเขาได้ ส่วนหนึ่งร่างกายของเราก็จะปรับตัวเร็ว ทำให้รองรับกับอากาศที่ค่อนข้างจะเบาบางได้ง่ายขึ้น

    เพียงแต่ว่าถ้าเป็นคนเคลื่อนไหวเร็วก็ต้องปรับตัวเองให้ช้าลง เนื่องเพราะว่าการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนมาก แต่อากาศบาง เราหายใจเข้าไปได้น้อย บางคนแพ้ที่สูงถึงขนาดสมองบวม ต้องให้เขาส่งกลับลงข้างล่างโดยด่วน..!


    เคยมีโยมคณะหนึ่งที่ไปด้วยกัน หัวหน้าทัวร์เขาบอกว่า ไปกับลูกทัวร์คณะอื่น แล้วมีคนเกิดอาการแพ้ที่สูงก็ใช้วิธีทนเอา เพราะว่าเสียดายเงิน มาแล้วต้องเที่ยวให้ครบตามโปรแกรม ก็เลยสมองบวม รักษาตัวหมดไปเป็นแสนบาท..!

    คราวนี้การไปที่นั่น ถ้าหากว่าบรรดามัคคุเทศก์ที่มีประสบการณ์ก็จะบอกเราว่า "วันแรกอย่าเพิ่งอาบน้ำ" เพราะว่าการอาบน้ำของพวกเรา ร่างกายต้องเคลื่อนไหวก้ม ๆ เงย ๆ อาจจะถึงขนาดหน้ามืด ล้มทั้งยืนได้..! อย่าคิดว่าเป็นเรื่องตลก ท่านอาจารย์บ๊ะ (พระอาจารย์ศิริชัย ชยธมฺโม) วัดโพธิลังการ์ บอกว่า เคยพาเพื่อนพระไป ๑ รูป ลงที่สนามบินก็แสดงออกว่าร่างกายแข็งแรง ด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ ให้ดู แล้วก็ร่วงทั้งยืน..!
    อยู่ที่นั่นสติของเราจะอยู่กับมรณานุสติดีมาก เพราะว่าแค่เดินเร็วหน่อยก็หายใจไม่ทันแล้ว..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,711
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,186
    ค่าพลัง:
    +26,973
    เพียงแต่ว่าโรงแรมที่กระผม/อาตมภาพพักนั้น เขารอบคอบมาก ก็คือมีเครื่องผลิตออกซิเจนให้ด้วย เพียงแต่ว่าให้เปิดระยะสั้น ๆ ถ้าใครเปิดทั้งคืน รับรองได้ว่าพรุ่งนี้ตาเจ็บ แทบจะไปไหนไม่ได้ เพราะว่าออกซิเจนมักจะทำให้ตาแห้ง ในเมื่อตาแห้ง ถึงเวลากระพริบตาก็เหมือนกับมีทรายเข้าไปทั้งกำ..! ยังโชคดีว่าทันทีที่เห็นเครื่องผลิตออกซิเจน กระผม/อาตมภาพก็เตือนเข้าไปในกลุ่มไลน์ว่า "อย่าเปิดยาว ๆ ให้เปิดหน้าต่างแทน" เพียงแต่ว่าบางทีอากาศหนาวมาก โยมก็เกรงว่าจะหนาว จึงไม่กล้าเปิดหน้าต่าง..!

    แล้วคณะที่ไปโชคดีมาก นอกจาก "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) ที่บอกว่าคืนแรกผิดที่แล้วนอนไม่หลับ ก็เลยทำให้มีอาการเหมือนกับแพ้ที่สูง บอกว่าปวดขมับ ปวดเบ้าตาไปหมด ซึ่ง
    อาการของการแพ้ที่สูงนั้น อันดับแรกเลยก็คือเหนื่อยง่าย ขั้นตอนต่อไปก็คือรู้สึกหน้าชา ๆ ถ้าอาการหนักกว่านั้นจะปวดขมับสองข้าง เหมือนคนเป็นไมเกรน ถ้าถึงตอนนั้นต้องรีบพักแล้ว ถ้าเคลื่อนไหวร่างกายต่อไปก็อาจจะล้มทั้งยืน..!

    แต่คราวนี้ด้วยความที่กระผม/อาตมภาพอยู่ ก็เลยจัดการเสกน้ำมนต์ให้ ดื่มลงไป "หม่าม้า" บอกว่าเหมือบกับมีอะไรถอนออกจากศีรษะตัวเองแล้วก็หายเลย ก็คือรู้สึกว่าอะไรที่เสียบอยู่ให้เจ็บให้ปวด พอดื่มน้ำมนต์ลงไปก็เหมือนกับมีคนดึงออก แล้วก็หายเป็นปกติ..! ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีใครเป็นอะไร ยกเว้น "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) ด้วยความที่น้ำหนักตัวมาก พยายามฝืนเดินแล้วแต่ไม่ไหว ไปถึงเป็นคนท้าย ๆ เสมอ วันสุดท้ายก็เลยเจียมตัว ขอพักช็อปปิ้งดีกว่า..! ก็คือรออยู่ในร้านขายของที่ระลึกของวัดทาชิ ลุนโปแทน

    คราวนี้เรื่องของอาหารนั้น งวดนี้เขาไปโดยการเก็บเข้ากองกลาง คนละ ๑,๐๐๐ หยวน ก็คือ ๕,๐๐๐ บาท แต่เหลือกลับไปเกินครึ่ง เนื่องเพราะว่าพอเห็นกระผม/อาตมภาพสั่งหมี่น้ำแล้วน่าอร่อย จึงสั่งตามกันหมด แต่ละมื้อก็เลยจ่ายไม่กี่สตางค์ เพราะว่าบะหมี่น้ำหน้าเนื้อนั้นชามหนึ่ง ๗ หยวนเท่านั้นเอง แต่ถ้าใครท้องยุ้งพุงกระสอบก็ลองสั่งพวกเนื้อแพะเนื้อจามรีอะไรก็ได้ แต่ต้องกินให้เป็น ถ้าหากว่าไปรังเกียจอาหารพื้นเมือง ก็มีสิทธิ์อดหน้าแห้งอยู่คนเดียว..!

    ส่วนเรื่องห้องน้ำนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นห้องน้ำแบบราง ไม่มีประตู มีแค่ที่กั้นหน่อยหนึ่งเหมือนกับที่ปัสสาวะผู้ชาย ก็คือนั่งส้วมไปก็คุยกันไปได้ หรือไม่ก็แบบส้วมหลุม ซึ่งการหาส้วมหลุมนั้นง่ายมาก เดินห่างอย่างน้อยครึ่งกิโลเมตรก็ได้กลิ่นแล้ว..! ถ้าหากว่าแบบนั้นก็ต้องใจคอเข้มแข็งหน่อย เพราะว่าอดีต ปัจจุบัน ตลอดจนอนาคตของเรา ก็กองเป็นภูเขาอยู่ตรงนั้นแหละ..! ถ้าแบบรางก็ยังดี ถ้าไปถูกจังหวะเขาราดน้ำให้พอดี อย่างเก่งก็เหลือแต่กลิ่นเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว หลักฐานจะกองอยู่คาตาเต็มไปหมด..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,711
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,186
    ค่าพลัง:
    +26,973
    เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าเราเห็นเป็นความปกติก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไปรังเกียจเมื่อไร ก็จะเข้าห้องน้ำไม่ได้เลย แม้ว่าหลายต่อหลายแห่ง อย่างเช่นว่าสนามบินหรือร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวเข้าประจำ เขาจะมีการปรับมาใช้ในลักษณะของโถส้วมแบบนั่งราบ นั่งยอง หรือไม่ก็โถชักโครก แต่ก็เหมือนอย่างกับจะเกินบุญคน เพราะว่าเขาก็ยังคงถ่ายทิ้งไว้แล้วก็ไม่กดน้ำราด กระผม/อาตมภาพต้องเข้าไปราดให้หลายต่อหลายครั้ง ไม่อย่างนั้นคนในคณะก็เข้ากันไม่ได้..!

    จะว่าไปแล้ว ยังภูมิใจในความที่ตนเองเป็นเด็กบ้านนอก เพราะว่าเคยใช้ส้วมหลุมมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ว่าส้วมหลุมสมัยก่อน เขาจะต้องไปขุดไว้ไกล ๆ บ้าน บางทีก็เกือบครึ่งค่อนกิโลเมตร เวลากลางคืนไม่กล้าไป..กลัวผี..! แล้วโดยเฉพาะถ้าส้วมหลุมไหนมีคนเห็นผีกระสือ ก็เป็นอันว่าอั้นกันหน้ามืดทั้งคืน..รอให้สว่าง..!

    การเดินทางระยะนี้ค่อนข้างสะดวก แต่ว่าถนนหนทางก็ยังไม่ดีนัก แล้วคนจีนก็ขับรถแบบประมาณว่า "ถ้ากูจะไปต้องได้ไป" เขาจะไม่สนใจว่าคุณมาอย่างไร กูไปก็แล้วกัน..! คนขับรถต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ไม่อย่างนั้นชนกันแน่นอน..!

    อีกอย่างก็คือการข้ามถนน พวกเราที่ยืนรอไฟเขียวคนเดินข้าม กลายเป็นตัวตลก เพราะของเขาจะเขียวจะแดงกูไปหมด รถมีหน้าที่หลีกให้กู แล้วนิสัยคนจีนอยู่ที่ไหนก็สูบบุหรี่ที่นั้น ขนาดไปเข้าร้านค้า บางทีแทบจะสำลักควันบุหรี่ตาย ต้องทน ๆ กันเอาหน่อย เพราะว่าคนจีนสูบบุหรี่มากที่สุดในโลก..!

    ส่วนในเรื่องของการสื่อสารนั้น ทิเบตยังไม่ครอบคลุม หลายต่อหลายช่วงคลื่นอินเตอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ และถ้าหากว่าไปประเทศจีน ขอแนะนำให้เปิดโรมมิ่งไป เนื่องเพราะว่าถ้าไปใช้อินเตอร์เน็ตของเขา โดยเฉพาะ WIFI แรงสุด ๆ แต่ใช้เมื่อไร คุณอาจจะโดนบล็อกจนเครื่องใช้ไม่ได้ แบบที่กระผม/อาตมภาพเคยโดนมาแล้ว เพราะว่าพวกเราหลายต่อหลายคน ส่วนใหญ่ไปใช้แอพพลิเคชั่นต้องห้ามของเขา ไม่ว่าจะเป็นไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก เหล่านี้เป็นต้น

    รัฐบาลจีนเขาควบคุมเรื่องพวกนี้ แล้วดีไม่ดี ถ้าเขาพิจารณาแล้วเกิดความสงสัยขึ้นมา ชื่อของเราอาจจะติดบัญชีดำ ห้ามเข้าประเทศไปเลย แล้วอยู่ ๆ เราก็จะสงสัยว่า "ทำไมเพื่อนไปได้หมด แล้วกูไปไม่ได้..?!"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กรกฎาคม 2026 at 18:15
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,711
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,186
    ค่าพลัง:
    +26,973
    ดังนั้น..การไปทิเบตเที่ยวนี้ถึงห่างจากครั้งก่อน ๙ ปี ๑๐ ปี แต่ว่าในเรื่องของการกินการอยู่นั้น ยังคล้ายคลึงเหมือนเดิม ยังพัฒนาตามไม่ทัน แล้วส่วนที่น่าเสียดายที่สุดก็คือพระราชวังโปตาลา ตอนที่ไปกับเอ็นซีทัวร์ ของคุณนวลจันทร์ เพียรธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัทเอ็นซีทัวร์นั้น เราเข้าได้ทุกส่วน แม้ว่าจะห้ามถ่ายรูปจะอะไรก็ไม่ว่ากัน แต่งวดนี้เข้าได้เฉพาะพระราชวังแดงเท่านั้น..!

    ข้าวของต่าง ๆ ที่ทิเบตราคาแพง โดยเฉพาะผักผลไม้ เนื่องเพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาแล้วก็มีหิมะ หรือน้ำแข็งอยู่แทบทั้งปี ที่เพาะปลูกจึงมีน้อยมาก ต้องสั่งนำเข้าจากที่อื่นเท่านั้น เพราะฉะนั้น..ถ้าไปทิเบต สั่งอาหารประเภทเนื้อ อย่างเช่นว่า เนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื้อจามรี เหล่านี้จะราคาถูกกว่า ถ้าทำเป็นคนรักสุขภาพไปสั่งผักมา ก็ต้องเงินถุงเงินถังสักหน่อย..!

    ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้น ในส่วนที่เราควรที่จะเอาเป็นตัวอย่างเลยก็คือ
    คนทิเบตเข้าวัดทำบุญสั่งสมบุญ เพราะว่ามั่นใจในบุญ ไม่เหมือนพวกเราในปัจจุบันนี้ ที่ตั้งข้อสงสัยกับการทำความดี พวกเขาเข้าวัดแล้ว ทำบุญจะมากจะน้อยก็ทำทุกวัน ถ้าหากว่าบุคคลที่มีศรัทธามาก ก็กราบอัษฎางคประดิษฐ์ชนิดนอนราบทั้งตัว กราบกันที ๑๐๘ ครั้ง หรือ ๑,๐๘๐ ครั้ง เหล่านี้เป็นต้น หรือถ้าเป็นคนต่างจังหวัดเดินทางเข้ามา พอเห็นพระราชวังโปตาลาก็เริ่มกราบเลย ก็คือกราบไปคืบหน้าไป ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึง ซึ่งพระราชวังโปตาลานั้นอยู่บนเนินเขา มองเห็นไกลหลายกิโลเมตร..!

    หรือไม่ก็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายต่อหลายแห่ง อย่างเช่นทะเลสาบยัมดร็อกที่พวกเราไป รัศมีรอบทะเลสาบ ๔๐ กิโลเมตร เขาไปเดิน "โครา" หรือว่าเดินจงกรมรอบทะเลสาบ ซึ่งบางคนก็ใช้เวลาครึ่งค่อนเดือน ญาติโยมเขาถามว่า ถ้ากระผม/อาตมภาพจะเดินใช้เวลาเท่าไร ? บอกว่าปกติ ๔๐ กิโลเมตร เดินวันเดียวก็ครบรอบแล้ว แต่ด้วยความที่อากาศเขาเบาบางมาก ขอเวลา ๒ วันดีกว่า เพราะว่าร่างกายของแต่ละคนแข็งแรงไม่เท่ากัน..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,711
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,186
    ค่าพลัง:
    +26,973
    อย่างที่พระครูแสง (พระครูธรรมธรแสงชัย กนฺตสีโล) เคยถามกระผม/อาตมภาพว่า "หลวงพี่เดินอย่างไร ทุ่งใหญ่ฯ ๙๓ กิโลเมตรเดินวันเดียวทะลุ ?" กระผม/อาตมภาพขี้เกียจอธิบาย ก็เลยลากท่านไปเดินด้วย เริ่มต้นตี ๓ บ่าย ๓ โมงมาถึงบ้านคลิตี้บน หลวงตาแสงที่ถึงแข็งแรงอย่างกับควาย หัวไถพื้นไม่ยอมทำอะไรเลย..! กระผม/อาตมภาพต้องเอายาแก้ไข้ ๒ เม็ดยัดปากกรอกน้ำตามไป บอกว่า "นอนไปเลย ไม่ต้องทำอะไรแล้ว"

    เรื่องพวกนี้บางทีร่างกายของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน อย่างการเดินขึ้นไปบนถ้ำซังโตเพลรี ซึ่งเป็นที่จำพรรษาของท่านคุรุรินโปเช หรือท่านปัทมสัมภวะ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นบอกว่าใช้เวลาเดินขึ้นอย่างน้อยชั่วโมงครึ่ง เดินลงอย่างน้อย ๕๐ นาที กระผม/อาตมภาพใช้เวลาขึ้น ๕๐ นาที ลงมาประมาณ ๒๐ นาทีนิด ๆ เท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น
    ถ้าจะไปพวกเราก็ต้องประเมินตัวเองด้วย เนื่องจากว่าที่สูงแบบนั้นอันตรายสุด ๆ พลาดเมื่อไรก็ได้ส่งกลับเมื่อนั้น..!

    เพียงแต่ว่าถ้ามีโอกาส ในชีวิตก็ควรจะไปดูสักครั้งว่า
    คนเราที่กินอยู่กับเรื่องของพระพุทธศาสนา มอบกายถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาแบบชาวทิเบตนั้นมีอยู่จริง ๆ และเขาทำกันทั้งปีจนเป็นปกติ ขณะที่พวกเราตั้งแง่กับการทำบุญ บางคนทั้งปีทำวันเดียว ก็คือวันเกิดตัวเอง..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...