ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หวังพึ่งอินเดีย ลดทอนอำนาจจีนแต่อินเดียไม่มาจึงทำใจจำเป็นต้องกู้เงินจีน เช่นเดิมโดย
    .
    ในเช้าวันที่ 4 มิถุนายน 2026 .ปรัก โสขณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือ และ ฯพณฯ หวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำราชอาณาจักรกัมพูชา ขอเชิญลงนามในข้อตกลงกองทุนพิเศษว่าด้วยความร่วมมือแม่น้ำโขง-ล้านช้าง ณ สำนักงานกระทรวงฯ ในกรุงพนมเปญ
    .
    รายงานประกอบไปด้วยเงินทุนและการกู้ยืมเป็นแบบกองทุนพิเศษสำหรับการพัฒนาร่วม (หมายถึงพัฒนาร่วมลงทุน) โดยจีนออกเงินทุนให้แลกกับการสัมปทานในพื้นที่ทางฝั่งทะเลประกอบไปด้วย

    1.ท่าเรือขนส่ง ทั้งหมด
    2.การคมนาคม
    3.การขนส่งทางบกบางส่วน

    ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุว่าเป็นการกู้เงินผ่าน
    'กองทุนตราสารหนี้' ของจีนอีกด้วย

    อ้างอิงจาก ข้อมูลนักข่าวเขมรและข้อมูลจากการลงนามบางส่วนใน
    ในคอมเม้น

    #beemnews
    #Scambodia

    https://www.facebook.com/share/18EDbttVDq/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หักหน้าทรัมป์เฮซบอลเลาะห์กร้าว “ปฏิเสธ” ดีลหยุดยิง⚠️⚠️ ซึ่งแบบนี้เท่ากับเงื่อนไขที่จะทำให้อิหร่านดีลอเมริกา ก็ถูกตัดทิ้งแล้วโยนให้เป็ดกิน

    “นาอิม กอเซ็ม” หัวหน้าใหญ่แห่งเฮซบอลเลาะห์❌ไม่เอาด้วยกับดีลหยุดยิงที่รัฐบาลเลบานอนทำกับยิว‼️‼️‼️

    เท่ากับว่ากระทืบทิ้งสิ่งที่ทรัมป์โพนทะนาท่านผู้นำหน้าแหกกก

    “ตราบใดพวกยิวไม่หยุดจะยึด เราก็จักต้านทานจนหยดสุดท้าย“

    ชี้ดีลนี้ คือแผนการ กวาดล้างคนเลบานอนกลุ่มหนึ่งให้สิ้นซาก แล้วจับคนเลบานอนที่เหลือมารับใช้แทบเท้า

    เฮซบอลเลาะห์ไม่เอาโว้ย!!!

    ⚔️⚔️⚔️หากแม้นทัพยิวยังโจมตี (เพื่อยึดครอง) ทางใต้ของเลบานอน เฮซบอลเลาะห์ก็จะจู่โจมทางเหนือของอิสราเอลอย่างไม่ลดละ!

    อิหร่านก็สำทับอีกครั้ง ต้องหยุดยิงทุกสมรภูมิ รวมถึงเลบานอน มิฉะนั้น ก็อย่าหวังดีลสงบศึก

    ขณะที่ยิว ได้คืบจะเอาศอก เอาเข่า เอาไปถึงตาตุ่มและเล็บขบ
    ตอนแรก รบตีขึ้นไปถึงแม่น้ำลิตานี นั่นก็มากแล้ว
    นี่จะตีลึกขึ้นไปถึงแม่น้ำซาห์รานี
    ... ซึ่งเดี๋ยวมันก็จะเสียบลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกลืนหมดทั้งแผ่นดินเลบานอน!

    ยอมได้หรือ

    รัฐบาลเลบานอนยังไงไม่รู้ล่ะ แต่เฮซบอลเลาะห์หลังชนฝา สู้ยิบตา
    ไม่ยอม‼️‼️‼️
    ไม่หยุดยิง❌

    ทางเดียวที่จะหยุดยิง คือทัพยิวต้องถอยออกจากดินแดนเลบานอนให้หมด
    ไม่เหลือสักกระเบียดเดียว

    ยิวคงให้ไม่ได้ ...

    คำพูดทรัมป์จึงกลายเป็นปุยนุ่น ลอยละล่อง หวิว หวิว หวิว
    ไร้น้ำหนัก

    https://www.aljazeera.com/news/live...s-simmer-after-latest-us-iran-clashes-in-gulf
    https://www.reuters.com/world/middl...e-ceasefire-defence-minister-says-2026-06-04/

    https://www.facebook.com/share/1EfKuusUQt/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮุนมาเน็ตแจงแล้ว !! ได้ส่งหนังสือไปยังเสนาธิการสหประชาชาติและไทยเพื่อเร่งกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยunclos ภายใต้ MOU 2001 ที่ตกลงกันไว้ ตั้งแต่ปี 2044 !! แม้ไทยจะยกเลิกฝ่ายเดียว
    .
    เมื่อประเทศไทยถอนตัวออกจากบันทึกความเข้าใจปี 2544 (MOU) ฝ่ายเดียว ก็เท่ากับเป็นการทำลายกรอบความร่วมมือที่ประเทศไทยอ้างว่ากัมพูชาควรจะยึดถือเป็นหลักต่อไป กรุงเทพฯ ไม่สามารถทำลายกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่ตกลงกันไว้ แล้วมากล่าวหาพนมเปญว่ากระทำการอย่างเร่งรีบโดยหันไปใช้กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้อย่างชัดเจนภายใต้ UNCLOS การกล่าวอ้างเช่นนั้นไม่ใช่การทูต แต่เป็นการพยายามปัดความรับผิดชอบ
    .
    ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรยอมรับความเป็นจริงที่ตนเองมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น บันทึกความเข้าใจปี 2544 (MOU) สิ้นสุดลงแล้วเพราะประเทศไทยเลือกที่จะยกเลิก สะพานที่เคยเชื่อมต่อกันได้พังทลายลงแล้ว หนทางข้างหน้าไม่ใช่การบ่นว่ากัมพูชาได้ก้าวล้ำเข้าไปในกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจในกระบวนการที่ทั้งสองประเทศในฐานะภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ได้ยอมรับไว้แล้ว .."การไกล่เกลี่ยโดยบังคับไม่ใช่จุดจบของกระบวนการทางการทูต แต่เป็นการทูตที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย"

    นี้คือครั้งที่ 25 ครั้งแล้วนะ ! ตั้งแต่ทำข่าวมากับการเรียกร้องไทยให้ไปเจรจา!

    อ้างอิงจาก แปลบางส่วนและข้อมูลจาก AK NEWS
    https://www.khmertimeskh.com/501912946/cambodias-unclos-step-peaceful-lawful-and-necessary/

    https://www.facebook.com/share/1CshdtVUUk/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐอเมริกา (DFC)ทุ่มสุดตัวอนุมัติการจัดสรรเงินจำนวน 100 ล้าน US (3,266,450,000 บาท) สำหรับท่าอากาศยานนานาชาติเทโช เพื่อสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของกัมพูชาให้รอบรับการบินในอนาคต แปลกๆชอบกล เกาหลี สหรัฐ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมันฯ
    ครบ
    .
    โดย การให้เงินทุนครั้งนี้ถือเป็นการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญต่อท่าอากาศยานนานาชาติเทโช และเป็นการยอมรับ OCIC ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทท้องถิ่นและเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ที่สุดในกัมพูชา
    .
    ความร่วมมือที่กลุ่มบริษัท Canadia Group และ OCIC ได้ดำเนินการกับสถาบันต่างๆ ของสหรัฐอเมริกามาหลายปี รวมถึงสถานทูตสหรัฐฯ หอการค้าอเมริกันในกัมพูชา และบริษัทอเมริกันต่างๆ เช่น General Electric, OTIS, Caterpillar, Ford และ Apple โดยกลุ่มบริษัทได้ทำงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อของประเทศผ่านคณะผู้แทนทางธุรกิจ การบรรยาย ตัว

    #beemnews
    #beemnews

    อ้างอิงจาก
    https://phnompenhpost.com/socialite...g-commitment-for-techo-international-airport/
    https://www.facebook.com/share/p/19JzA8bW18/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ขาดป้าไปได้ยังไงหรือป้ากำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง!?.."เอลวิรา นาบีอุลลินา" ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติรัสเซีย หายไปจากรายชื่อผู้บรรยายในงานฟอรัมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของปูตินในปีนี้

    เกิดกระแสความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในแวดวงเศรษฐกิจและการเมืองของรัสเซีย เมื่อ เอลวิรา นาบีอุลลินา (Elvira Nabiullina) ประธานธนาคารกลางแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (CBR) ได้หายไปจากรายชื่อผู้บรรยายในโปรแกรมอย่างเป็นทางการของงานประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (St. Petersburg International Economic Forum: SPIEF) ซึ่งถือเป็นงานฟอรัมเศรษฐกิจระดับเรือธงประจำปีของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน
    สื่อท้องถิ่นรัสเซีย Frank Media เป็นผู้สังเกตเห็นความผิดปกติในตารางงานดังกล่าวเป็นรายแรก ก่อนที่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับธนาคารกลางจะยืนยันข้อมูลนี้กับทางสำนักข่าว RBC ของรัสเซียในเวลาต่อมา

    ตามกำหนดการเดิมในวันที่ 4 มิถุนายน ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซียมีโปรแกรมที่จะต้องขึ้นกล่าวและร่วมอภิปรายใน 2 เซสชันสำคัญ ได้แก่1. ทำอย่างไรจึงจะกลับคืนสู่เส้นทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก" 2."อาชญากรรมทางไซเบอร์ ใครจะเป็นผู้จ่ายบิล?"

    อย่างไรก็ตาม ในเซสชันแรกซึ่งเป็นเวทีเสวนาด้านนโยบายมหภาคระดับสูง รัฐมนตรีและข้าราชการระดับบิ๊กของรัสเซียคนอื่นๆ เช่น อันตอน ซิลูอานอฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, มักซิม เรเชตนีคอฟ (Maxim Reshetnikov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจ และมักซิม โอเรชกิน (Maxim Oreshkin) รองหัวหน้าทำเนียบประธานาธิบดี ยังคงมีรายชื่อและกำหนดการขึ้นพูดตามปกติ โดยมีอันเดรย์ มาคารอฟ ประธานคณะกรรมการงบประมาณและภาษีของสภาดูมาทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ มีเพียงนาบีอุลลินาคนเดียวเท่านั้นที่รายชื่อถูกถอดออกไป โดยที่แหล่งข่าวของ RBC ปฏิเสธที่จะระบุถึงเหตุผลในการไม่เข้าร่วมงานครั้งนี้

    https://www.rbc.ru/business/03/06/2026/6a2059b59a79477459286cfe

    https://www.facebook.com/share/p/14pQyZdg9wg/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้เรียกร้องให้มีการพบปะหารือกันโดยตรงระหว่างตัวเขาเองกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในความพยายามครั้งใหม่ที่จะยุติสงคราม

    ในจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีปูติน เซเลนสกีกล่าวว่า การปล่อยให้เวลาผ่านไปและรอให้สงครามในยุโรปกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และย้ำว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยูเครนและรัสเซียเปิดการเจรจาโดยตรงระหว่างกันเท่านั้น

    นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยสมบูรณ์ตลอดระยะเวลาของการเจรจาที่กำลังเสนอ แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกปูตินปฏิเสธไปแล้วก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี

    ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่า ชาวรัสเซียเริ่มเหนื่อยล้ากับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของยูเครน รวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาสินค้าที่สูงขึ้น และความเหนื่อยล้าจากสงครามด้วย

    ยูเครนเสนอที่จะยุติสงคราม “ผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างทั้งสองฝ่าย” การเจรจาโดยตรงแบบเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายอาจมีขึ้นในประเทศที่เป็นกลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์หรือตุรกี

    ที่มา BBC
    #Nippononline

    https://www.facebook.com/share/18yTtYdjxE/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฝ่ายที่ปรึกษากฎหมายของ "ศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ.
    เคนเนดี" (Kennedy Center) ออกบันทึกภายในสั่งการให้พนักงานเร่งถอดชื่อของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตัวอาคาร แผ่นพับ เว็บไซต์ รวมถึงทุกจุดที่มีชื่อปรากฏอยู่ รวมทั้งตราสัญลักษณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ของสถาบันทั้งหมด โดยขีดเส้นตายให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ หลังจากศาลรัฐบาลกลางวินิจฉัยว่าการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย

    ผู้พิพากษาศาลเขตสหรัฐฯ คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ มีคำวินิจฉัยว่า คณะกรรมการบริหารของศูนย์เคนเนดีได้ ทำเกินขอบเขตอำนาจของตน ในการออกมติเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ให้เปลี่ยนชื่อสถาบันเป็น "ศูนย์ศิลปะการแสดงอนุสรณ์ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี" (Donald J. Trump and John F. Kennedy Memorial Center
    for the Performing Arts)

    ศาลให้เหตุผลสำคัญว่า เนื่องจากศูนย์ศิลปะแห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดย
    "พระราชบัญญัติของสภาคองเกรส" ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อสถาบันจึงเป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาคองเกรส เท่านั้น บอร์ดบริหารไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจโดยพลการ

    ตามบันทึกข้อความภายใน สถาบันได้สั่งการให้ดำเนินการดังนี้:

    - มาตรการที่ต้องดำเนินการทันทีคือให้ลบคำว่า "Trump Kennedy Center" ออกจากสื่อดิจิทัลทั้งหมด รวมถึงลายเซ็นในอีเมลพนักงาน
    และข้อความตอบรับอัตโนมัติในโทรศัพท์

    - เส้นตาย 12 มิถุนายน: ป้ายประกาศทั้งในและนอกอาคาร แผ่นพับประชาสัมพันธ์ รวมถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ทั้งหมด ต้องถูกแก้ไขให้กลับมาเป็นชื่อเดิมตามกฎหมาย

    -สั่งระงับแผนปิดศูนย์ฯ เพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยศาลยังมีคำสั่งระงับแผนการของบอร์ดบริหารที่จะปิดศูนย์เคนเนดีชั่วคราวเพื่อรีโนเวทครั้งใหญ่เป็นเวลาหลายปี โดยผู้พิพากษาชี้ว่า การพยายามสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหน้าที่ทางกฎหมายของคณะกรรมการเช่นกัน

    กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการช่วงชิงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์
    ของประธานาธิบดีทรัมป์ ผ่านคณะกรรมการบริหารที่อาจมีความใกล้ชิดทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม คำตัดสินของศาลครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ว่าสถาบันที่ก่อตั้งโดยกฎหมายของสภาฯ จะไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ตามความผันผวนทางการเมืองของฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง

    คำสั่งของศาลรัฐบาลกลางในครั้งนี้ยังถือเป็นความพ่ายแพ้เชิง
    สัญลักษณ์ครั้งสำคัญของฝ่ายสนับสนุนทรัมป์ในองค์กรวัฒนธรรมระดับชาติ และเป็นการยืนยันสถานะของศูนย์เคนเนดีในฐานะ "อนุสรณ์สถานแห่งชาติ"ที่ผูกพันอยู่กับพระราชบัญญัติของสภาคองเกรสอย่างเคร่งครัด

    ที่มา The New York Times/ PBS News

    https://www.facebook.com/share/p/1JBcE8vSiq/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยักษ์หลับ ในห้องน้ำคุณที่กำลัง "ถูกบังคับให้ตื่น"

    ถอดรหัส KAO อาณาจักรเคมีภัณฑ์ที่โตเงียบๆ
    แต่กำลังถูก "กบฏนักลงทุน" เขย่าบัลลังก์

    ผมเชื่อว่าคุณจะต้องรู้จักโฟมล้างหน้า Bioré, ผ้าอนามัยลอริเอะ, แชมพู Feather หรือผงซักฟอก Attack อย่างน้อยหนึ่งชิ้นแน่นอน

    คุณอาจจะคุ้นเคยกับชื่อแบรนด์เหล่านี้เป็นอย่างดี แต่รู้หรือไม่ครับว่า แบรนด์ทั้งหมดนี้ถูกสร้างและกุมบังเหียนโดยบริษัทจากญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียวที่ชื่อว่า "คาโอ คอร์ปอเรชั่น" (Kao Corporation)

    ในวงการนักลงทุน คาโอ ได้รับฉายาว่าเป็น "ยักษ์ใหญ่เงียบ" ครับ เพราะพวกเขาไม่เน้นโฆษณาชวนเชื่อฟู่ฟ่าแบบแบรนด์ตะวันตก แต่ใช้นวัตกรรมเคมีภัณฑ์ระดับวิศวกรรมแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลก

    แต่ภายใต้ความเงียบนี้... ในปี 2026 อาณาจักรคาโอกำลังเผชิญกับ "สงครามภายใน" ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 130 ปี

    วันนี้เราจะพาทุกท่านไปถอดรหัสดีเอ็นเอของ "คาโอ" เจาะลึกตั้งแต่อดีตที่ซ่อนเร้น ฐานทัพเคมีภัณฑ์ระดับโลกในไทย และมหากาพย์สงครามที่นักลงทุนกำลังบีบให้ยักษ์หลับต้องตื่น ไปลุยกันเลยครับ

    =============================
    1. ดาบสองคมแห่งความสมบูรณ์แบบ
    =============================

    ประวัติศาสตร์ของคาโอเริ่มต้นขึ้นในปี 1887 โดย คุณโทมิโระ นางาเสะ จากการเป็นร้านขายของจิปาถะ

    ก่อนจะสร้างนวัตกรรมพลิกโลกคือ "Kao Sekken" (สบู่คาโอ) สบู่ล้างหน้าคุณภาพสูงราคาถูกก้อนแรกของญี่ปุ่น ระบบประสาทส่วนกลางที่ขับเคลื่อนคาโอมาตลอด 13 ทศวรรษ คือปรัชญาที่เรียกว่า "โยกิ-โมโนซึคุริ" (Yoki-Monozukuri) หรือความหลงใหลในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

    ความบ้าคลั่งในวิศวกรรมเคมีของคาโอ ทำให้พวกเขาไม่ยอมจ้างผลิต แต่สร้างโรงงานเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่ปี 1902 และตั้งห้องแล็บ "วิทยาศาสตร์งานบ้าน" เพื่อแก้ปัญหาคราบสกปรกระดับโมเลกุล

    แต่ในโลกทุนนิยม ปรัชญานี้กลับกลายเป็น "ดาบสองคม" ครับ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง P&G หรือ Unilever ทุ่มเงินมหาศาลสร้างภาพลักษณ์และการตลาด

    คาโอกลับเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมว่า "ของดีเดี๋ยวก็ขายได้เอง" ทำให้พวกเขาโตช้าในเวทีโลก และกลายเป็นเพียงยักษ์หลับที่ทำการตลาดไม่เก่งในสายตานักลงทุน

    =============================
    2. 60 ปีในไทย กับศึกผงซักฟอกหมื่นล้าน
    =============================

    เพื่อหนีออกจากกรอบตลาดญี่ปุ่น คาโอใช้กลยุทธ์กว้านซื้อแบรนด์ตะวันตกอย่าง Jergens, John Frieda, Molton Brown และเครื่องสำอางไฮเอนด์อย่าง Kanebo แต่ถ้าพูดถึงฐานทัพนอกประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด ต้องยกให้ "ประเทศไทย" ครับ! คาโอเข้ามาตั้งฐานในไทยตั้งแต่ปี 1964

    รู้ไหมครับว่า โรงงานที่นิคมอมตะนคร ชลบุรี ไม่ได้แค่กวนสบู่ใส่ขวดนะครับ แต่มันคือ "ศูนย์กลางวิศวกรรมเคมีแห่งทวีปเอเชีย" คาโอทำหน้าที่เป็นโรงงาน OEM และผลิตสารเคมีตั้งต้นส่งป้อนให้อุตสาหกรรมทั่วโลก ตั้งแต่ยางมะตอย ถุงมือยาง ยันเคมีเกษตร

    และที่ดุเดือดที่สุดคือ "สมรภูมิผลิตภัณฑ์ซักผ้า" ในไทยที่มีมูลค่ากว่า 18,300 ล้านบาท คาโอเพิ่งทุบกระปุกรีแบรนด์ "Attack" ครั้งใหญ่สุดในรอบ 35 ปี เปิดตัวเทคโนโลยี Microwash ลบภาพลักษณ์แม่บ้านยุคเก่า

    ดึง "คริส-เต" มาเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ หวังทวงบัลลังก์เบอร์ 2 คืนมา
    แถมยังใช้นวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่าง การคิดค้นเซรั่มทากันยุง Bioré GUARD Mos Block Serum ที่เปลี่ยนพื้นผิวผิวหนังจนยุงเกาะไม่ได้ (ไม่ต้องพึ่งสารเคมี DEET) ซึ่งคิดค้นในไทยเพื่อแก้ปัญหาไข้เลือดออกโดยเฉพาะ

    =============================
    3. กบฏนักลงทุน และสงครามภายใน
    =============================

    แม้ผลประกอบการในปี 2025 ของคาโอจะสวยหรู กวาดรายได้เกือบ 1.69 ล้านล้านเยน กำไรฟื้นตัวทะลุ 1.64 แสนล้านเยน... แต่ตลาดทุนยุคนี้โหดร้ายครับ

    ในช่วงปี 2023 - 2026 คาโอโดนกองทุนนักเคลื่อนไหว นามว่า Oasis Management เข้ามาซื้อหุ้นและเปิดวอร์ประกาศสงครามกับบอร์ดบริหาร

    Oasis โจมตีว่าคาโอเป็นโรค "แพ้การเติบโต" มีของดีในมืออย่าง สกินแคร์และเครื่องสำอาง แต่กลับทำการตลาดไม่เป็น ทำให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สู้ฝรั่งไม่ได้

    Oasis บีบให้คาโอต้องจ้าง CMO ระดับโลก และตัดแบรนด์ที่ไม่ทำเงินทิ้งซะ!

    เมื่อบีบเรื่องเงินไม่สำเร็จ ในปี 2026 Oasis งัดประเด็น "ESG" มาโจมตี โดยแฉว่าห่วงโซ่น้ำมันปาล์มของคาโออาจพัวพันกับการทำลายป่า และบีบให้ตั้งผู้สอบสวนอิสระเข้ามากระชากหน้ากากบอร์ดบริหาร

    แม้ในการประชุมผู้ถือหุ้น (EGM) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 บอร์ดคาโอจะชนะโหวตและรอดตัวมาได้ แต่การที่มีกบฏโหวตสวนถึง 30.3% ถือเป็น "แผ่นดินไหวครั้งใหญ่" ในวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นที่รักความสงบ

    นี่คือสัญญาณเตือนขั้นสูงสุดว่า ยักษ์หลับตนนี้จะมัวทำตัวเงียบๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว!

    =============================
    บทสรุป
    =============================

    มหากาพย์ของ คาโอ สอนให้เรารู้ว่า... ในโลกของทุนนิยมศตวรรษที่ 21 แค่การมี "ผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ" (Yoki-Monozukuri) ไม่อาจการันตีความอยู่รอดได้อีกต่อไป

    วิศวกรที่เก่งกาจ จำเป็นต้องเรียนรู้ศิลปะแห่งการตะโกนขายของ และความโปร่งใสระดับสากล ก้าวย่างหลังจากนี้ของคาโอ จะเป็นการพิสูจน์ว่า พวกเขาจะสามารถผสานนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ระดับเทพ เข้ากับการตลาดที่ดุดัน เพื่อก้าวข้ามความเงียบ และผงาดขึ้นเป็นผู้ชนะในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนหรือเปล่า?

    ใครชอบใช้ผลิตภัณฑ์อะไรของ Kao บ้าง คอมเม้นท์มาคุยกันนะครับ

    ถ้าชอบคอนเทนต์วิเคราะห์เจาะลึก ธุรกิจระดับโลกแบบนี้ อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจของเราไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

    #KAO #คาโอ #Biore #Attack #ลอริเอะ #KaoCorporation #วิเคราะห์ธุรกิจ #ประวัติศาสตร์ธุรกิจ #กลยุทธ์ธุรกิจ #ธุรกิจญี่ปุ่น #สารคดีธุรกิจ #จีเนียสทุกวัน #การตลาด #กรณีศึกษาธุรกิจ

    https://www.facebook.com/share/p/1L11A8iUZv/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,882
    ค่าพลัง:
    +97,153
    KARMART
    พลิกหนี้ NGV ร้อยล้าน
    สู่แบรนด์ความงามพันล้านสัญชาติไทย

    ถ้าจะพูดถึงการพลิกธุรกิจ
    จากอุตสาหกรรมนึงไปยังอีกอุตสาหกรรมนึง

    รู้ไหมครับว่า มีอยู่หนึ่งกรณีศึกษา
    ที่ผมว่าบ้าระห่ำ ดุดัน และพลิกแกนธุรกิจ
    แบบ "ถอนรากถอนโคน"
    ชนิดที่สั่นสะเทือนวงการที่สุด

    เพราะอาณาจักรเครื่องสำอางระดับพันล้านนี้
    มีแพ็กเกจจิ้งสีสันสดใส วางขายอยู่เต็มชั้นวาง
    ในร้าน Watsons และ 7-Eleven ทั่วประเทศ

    แท้จริงแล้วในอดีตเคยเป็นบริษัท
    รับติดตั้งแก๊ส NGV รถยนต์
    และเคยเป็นโรงงานผลิตทีวีจอตู้มาก่อน

    นี่คือเรื่องจริงของ คาร์มาร์ท (Karmart)

    เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Cathy Doll, Baby Bright
    และแบรนด์น้ำหอมน้องใหม่มาแรง
    อย่าง REUNROM ที่มีคนดังอย่าง Maye Musk
    (คุณแม่ของ Elon Musk) เลือกใช้ด้วย

    เรื่องราวจะเป็นยังไง ไปลุยกันเลยครับ

    =====================
    1. ยุค DiStar
    =====================
    หากย้อนกลับไปช่วงปี 2520 - 2540
    ในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทย
    ไม่มีใครไม่รู้จัก ไดสตาร์ (Distar)

    แบรนด์สัญชาติไทยที่แทรกซึมอยู่ทุกห้องนั่งเล่น
    พวกเขามีโรงงานผลิตเอง คุมต้นทุนได้เด็ดขาด
    และครองส่วนแบ่งตลาด
    ระดับกลาง-ล่างมาอย่างยาวนาน

    แต่ความโหดร้ายของโลกธุรกิจก็มาเยือน
    เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์มาถึง

    การเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ทำให้ภาษีนำเข้าเหลือ 0%
    กำแพงที่เคยปกป้องผู้ผลิตไทย ถูกทลายลงจนราบ
    สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามา
    ตีตลาดราวกับเขื่อนแตก

    โรงงานผลิตในประเทศ
    ที่เคยเป็น "จุดแข็ง"
    บัดนี้กลับกลายเป็น "ภาระคงที่"
    ที่บีบคอไดสตาร์จนหายใจไม่ออก
    ขาดทุนสะสมทะลุ 100 ล้านบาท!

    ในจังหวะหนีตายช่วงปี 2549 - 2550
    ประเทศไทยเจอกับวิกฤตน้ำมันแพง
    รัฐบาลรณรงค์ให้ใช้แก๊ส NGV

    ไดสตาร์เห็นเป็น Blue Ocean
    จึงฮึดสู้ทุ่มเงิน 20 ล้านบาท

    ดัดแปลงโรงงานตู้เย็นเก่าที่ระยอง
    ให้เป็น โรงงานประกอบรถเมล์ NGV
    ช่วงแรกกวาดออร์เดอร์ไปกว่า 200 ล้านบาท

    แต่ความเป็นจริงมันเจ็บปวดครับ
    อุตสาหกรรมหนักนี้
    ต้องใช้เงินหมุนเวียนมหาศาล

    แถมปั๊มแก๊ส NGV ในไทย
    ตอนนั้นก็ยังไม่พร้อม
    รถทัวร์เติมแก๊สทีต้องรอนาน
    ธุรกิจนี้จึงไม่สามารถ

    สร้างกระแสเงินสดกลับมาโปะหนี้ได้ทัน
    อาณาจักรไดสตาร์พุ่งชนทางตัน
    ที่มืดมนยิ่งกว่าเดิม

    =====================
    2. เจ็บให้ไว แล้วไปต่อ
    =====================

    เมื่อเรือลำใหญ่กำลังจะจม
    ผู้ก่อตั้งได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ
    คือเรียกทายาทรุ่นใหม่
    เข้ามาช่วยกอบกู้วิกฤต
    และนี่คือ "จุดเปลี่ยน" ที่ทรงพลังที่สุด

    เพราะเลือดใหม่ไม่ได้แบกอีโก้
    ของคนทำทีวีหรือรถเมล์มาด้วย
    แต่นำแนวคิดแบบ Agile เข้ามาใช้

    ภายใต้คติสุดโหดแต่จริง
    "Fail Fast, Move Faster"
    (ลองให้รู้ พลาดให้ไว แล้วไปต่อ)

    พวกเขาเริ่มทดลองสารพัดอย่าง
    เปิดร้านขายมือถือ ทำข้าวกล่อง
    ขายชุดชั้นในเกาหลี และ
    เอา "รถบรรทุก NGV" ที่เหลือค้างสต๊อกมา
    ดัดแปลงเป็น รถเร่ขายของเคลื่อนที่

    และในระหว่างการลองผิดลองถูกนั้น
    พวกเขาค้นพบ "Insight ทองคำ" ครับ

    กระแสวัฒนธรรมเกาหลี (Hallyu)
    กำลังซึมลึกเข้าสู่วัยรุ่นไทยอย่างเงียบๆ
    วัยรุ่นอยากผิวขาวใส
    แต่งหน้าสไตล์เกาหลี

    พวกเขาจึงหักพวงมาลัย
    นำเข้าเครื่องสำอาง
    มาเรียงขายบนรถบรรทุกแทน
    ปรากฏว่า สินค้ากลุ่มความงาม
    ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

    เม็ดเงินสดไหลกลับเข้าบริษัทอย่างรวดเร็ว
    ความสำเร็จนี้ทำให้พวกเขากล้า "ทุบหม้อข้าว"
    ประกาศล้างบางชื่อไดสตาร์ทิ้งตลอดกาล

    ในปี 2553 และเปลี่ยนชื่อเป็น
    บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)
    แต่การนำเข้าของคนอื่นมาขายมันไม่ยั่งยืน

    พวกเขาจึงสร้างแบรนด์กรรมสิทธิ์ของตัวเองขึ้นมา
    และนั่นคือจุดกำเนิดของ Cathy Doll

    =====================
    3. การปฏิวัติวงการ "ครีมซอง"
    =====================

    Cathy Doll เข้ามาอุดช่องโหว่
    ของตลาดที่แบ่งเป็นสองขั้ว
    (ของแพงขึ้นห้าง vs ของประหยัดแบบตลาดนัด)

    ด้วยกลยุทธ์ Mass Premium
    คือผลิตเนื้อครีมคุณภาพ
    เทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์
    แต่ตั้งราคา Mass ที่ทุกคนเอื้อมถึง
    พร้อม Packaging ที่ดูสดใส น่าเชื่อถือ

    และอาวุธที่ทำให้คาร์มาร์ท
    กุมชะตาคนทั้งประเทศได้
    คือ "การปฏิวัติวงการครีมซอง"
    ในร้าน 7-Eleven ครับ

    คาร์มาร์ทกดราคาครีมซอง
    ลงมาให้ไม่เกิน 50 บาท
    การตั้งราคาแค่นี้

    มันไป "ทำลายกำแพงความลังเล" ในสมองผู้บริโภค
    เปลี่ยนจากการคิดหนัก เวลาซื้อสกินแคร์ขวดละพัน
    ให้กลายเป็นการ "หยิบซื้อตามอารมณ์ชั่ววูบ"
    หน้าเคาน์เตอร์จ่ายเงิน ลูกค้าพร้อมฉีกซอง

    ลองของใหม่โดยไม่เสียดายตังค์
    การฝังตัวอยู่ใน 7-Eleven หลักหมื่นสาขา
    ทำให้พวกเขาเจาะทะลวงได้
    ตั้งแต่วัยรุ่นในชนบท ยันสาวออฟฟิศใจกลางเมือง

    =====================
    4. เป้าหมาย "หมื่นล้าน"
    =====================

    ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน (ปี 2026)
    คาร์มาร์ทไม่ได้หยุดแค่ตลาดระดับกลาง
    แต่สยายปีกเข้าสู่ Watsons
    คว้ารางวัลการันตีมากมาย
    และลุย Omnichannel แบบเต็มสูบ

    แต่จุดพีคที่ทำให้แบรนด์ไทย
    ผงาดบนเวทีโลก
    เกิดจากปรากฏการณ์
    "ออร์แกนิกไวรัล" ล้วนๆ ครับ

    เริ่มตั้งแต่ช่างแต่งหน้าชาวเกาหลีใต้
    หยิบ Cathy Doll ไปแต่งหน้า
    ให้ศิลปินระดับโลกอย่าง Blackpink
    บนเวทีคอนเสิร์ตที่อังกฤษ

    และสดๆ ร้อนๆ เมื่อ คริส เจนเนอร์ (Kris Jenner)
    ตัวแม่แห่งตระกูลคาร์ดาเชียน
    ผู้มีผู้ติดตามอินสตาแกรม 50 ล้านคน
    ถ่ายสตอรี่ชื่นชมครีมกันแดด
    Cathy Doll ราคาหลักร้อยแบบใช้เองจริงๆ
    ท่ามกลางแบรนด์หรูเป็นพันๆ แบรนด์

    ปรากฏการณ์นี้ทำให้คาร์มาร์ท
    เดินหน้ายกระดับภาพลักษณ์แบรนด์
    อ้างอิงมาตรฐานยุโรป
    จนปัจจุบันส่งออกไปตีตลาด
    ได้ถึง 33 ประเทศทั่วโลก

    แถมยังปั้นแบรนด์ "Lip It"
    ไปวางขายเชิดๆ บนชั้นวาง
    ของ DONKI ที่ญี่ปุ่นด้วย

    ทีนี้มากางงบการเงินปัจจุบันดูกัน
    ปี 2567 กวาดรายได้ถึง 3,174 ล้านบาท
    ทำกำไรสุทธิเหนาะๆ กว่า 681 ล้านบาท
    (ROA ทะลุ 20%)

    ทายาทรุ่นใหม่เดินหน้าปฏิรูปองค์กร
    กระจายอำนาจ ลุย Digital
    สร้างออฟฟิศใหม่ 60 ล้านบาท
    เพื่อลุย E-commerce

    และเดินหน้าควบรวมกิจการ
    โดยตั้งเป้าหมายสู่ยอดขาย
    10,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 ให้ได้

    ==================

    บทสรุปของตำนานคาร์มาร์ท
    มอบบทเรียนทางธุรกิจที่ไว้ว่า...

    ความสูญเสียหลายร้อยล้านในอดีต
    ไม่ได้ล่ามโซ่พวกเขาให้จมปรักอยู่กับความล้มเหลว

    พวกเขากล้าที่จะ "ตัดแขนรักษาชีวิต"
    เพื่อเอาเวลาไปหาเส้นทางใหม่
    จากอู่ติดแก๊สรถยนต์และทีวีจอตู้
    สู่อาณาจักรเครื่องสำอางพันล้านระดับสากล

    อาณาจักรคาร์มาร์ทจะยังคงยืนหยัด
    เป็นกรณีศึกษาอมตะ ที่โลกธุรกิจไทยต้องจารึกไว้ครับ

    #Karmart #คาร์มาร์ท #CathyDoll #เคที่ดอลล์ #Distar #ไดสตาร์ #รถเมล์NGV #ครีมซองเซเว่น #BusinessPivot #วิเคราะห์ธุรกิจ #ประวัติศาสตร์ธุรกิจ #บทเรียนธุรกิจ #ธุรกิจเจ๊ง #สารคดีธุรกิจ #เล่าเรื่องธุรกิจ #จีเนียสทุกวัน #กลยุทธ์ธุรกิจ #กรณีศึกษาธุรกิจ

    https://www.facebook.com/share/p/16r9Fjjgiz/
     

แชร์หน้านี้

Loading...