เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 27 กุมภาพันธ์ 2025 at 16:29.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,763
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,653
    ค่าพลัง:
    +26,516
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,763
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,653
    ค่าพลัง:
    +26,516
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘ หลังจากร่วมเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้าแล้ว กระผม/อาตมภาพก็นำพระภิกษุวัดท่าขนุนออกบิณฑบาตตามปกติ

    เมื่อกลับมาแล้วก็เหมือนเมื่อวาน คือ ไม่ได้ฉันเช้าร่วมกับพระภิกษุวัดท่าขนุน หากแต่หยิบข้าวกล่องมาได้ ๑ กล่อง ก็กลับไปฉันที่สำนักงานเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน แล้วรีบแต่องค์ทรงเครื่อง ให้น้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ทำหน้าที่พลขับพาวิ่งไปยังวัดทุ่งลาดหญ้า หมู่ที่ ๑ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์พระมหาธาตุเจดีย์ศรีมงคลกาญจน์ และงานบำเพ็ญกุศลครบรอบวันมรณภาพหลวงปู่เจ้าคุณสอน - พระกาญจนวัตรวิบูล (สอน อินฺทสโร) และหลวงพ่อลำใย - พระมงคลสิทธิคุณ (ลำใย ปิยวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า

    เมื่อไปถึงประมาณ ๙ โมงเศษ ก็ได้กราบประธานสงฆ์ ก็คือพระเดชพระคุณพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสามพระยา วรวิหาร ซึ่งอยู่ในระหว่างหน้างาน ท่านไม่ได้ทักทายอะไรมาก นอกจากจับแขนบีบให้รู้ว่าจำกันได้อยู่เหมือนเดิม..!

    แล้วมากราบพระเดชพระคุณพระธรรมวชิรานุวัตร, ดร. (แย้ม กิตฺตินฺธโร) เจ้าคณะภาค ๑๔ ตลอดจนกระทั่งพระเถรานุเถระ แล้วได้รับนิมนต์ให้ขึ้นยังอาสนะสงฆ์ เพื่อร่วมเจริญชัยมงคลคาถาในพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพรหมดิลก เป็นประธานในครั้งนี้ ครั้นเสร็จพิธีและรับไทยธรรมแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ต้องขอตัวเดินทางกลับ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเข้าประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ผ่านระบบ Zoom Meeting Online ในเวลาเย็นของวันนี้

    วัดทุ่งลาดหญ้าต้องบอกว่าเป็นวัดที่มีครูบาอาจารย์สำคัญมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่สอนก็ดี หลวงพ่อลำใยก็ดี มาจนถึงยุคปัจจุบัน ก็คือหลวงพ่อเสริฐ - พระครูสิทธิกิจจานุวัตร (ประเสริฐ อติเมโธ) รองเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้ารูปปัจจุบัน

    ถ้าหากว่ากล่าวถึงครูบาอาจารย์ของเมืองกาญจนบุรีรุ่นเก่าแล้ว ทุกท่านก็จะต้องนึกถึงหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว เจ้าของพระปิดตาอันดับ ๑ เนื้อผง ของวงการพระเครื่องเมืองไทย แต่ว่าผู้ที่อาวุโสสูงสุดจริง ๆ กลับเป็นหลวงปู่ม่วง จนฺทสโร หรือว่าพระครูสิงคิคุณธาดา อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านทวน เนื่องเพราะว่าท่านมีอายุกาลพรรษามากกว่าหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ถึง ๒๑ ปี แล้วอายุขัยก็ยืนยาวมาก มามรณภาพหลังหลวงปู่ยิ้ม ๑ ปี รองลงไปถึงจะเป็นหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,763
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,653
    ค่าพลัง:
    +26,516
    เพียงแต่ว่าหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ท่านมีลูกศิษย์ซึ่งชื่อเสียงโด่งดังจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว หลวงปู่สอน วัดทุ่งลาดหญ้า หลวงปู่ดี วัดเหนือ หลวงปู่ดอกไม้ วัดดอนเจดีย์ หรือว่าหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ซึ่งแต่ละรูปแต่ละท่าน ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงเกียรติคุณโด่งดังเป็นที่เชิดหน้าชูตาของครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

    และด้วยความชำนาญในวิชาการที่ท่านร่ำเรียนเอาไว้มากมาย แม้กระทั่งวิชาของสายใต้อย่างสายเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง ท่านก็ธุดงค์ลงไปร่ำเรียนมาเช่นกัน จึงทำให้ในช่วงท้ายของชีวิต ท่านกลายเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอกับหลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวน ที่อายุกาลพรรษามากกว่าท่านในระดับพ่อกับลูกก็ว่าได้ แล้วแถมหลวงปู่ม่วงยังอายุขัยยืนยาวมาจนมรณภาพภายหลังท่านอีก ๑ ปีอีกด้วย..!

    ดังนั้น ถ้านับพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าที่เขาเรียกว่า "๗ เสือกาญจนบุรี" นั้น นับตามอายุกาลพรรษา

    หลวงปู่ม่วง จนฺทสโร (พระครูสิงคิคุณธาดา) วัดบ้านทวนจะมาเป็นอันดับ ๑

    อันดับ ๒ คือหลวงปู่ยิ้ม จนฺทโชติ วัดศรีอุปลาราม (วัดหนองบัว)

    อันดับ ๓ มาเป็นหลวงปู่ดอกไม้ ปทุมรตโน (พระครูวัตตสารโสภณ) วัดดอนเจดีย์

    แล้วถึงเป็นอันดับ ๔ หลวงปู่เปลี่ยน อินฺทสโร (พระวิสุทธิรังษี) สังฆปาโมกข์ วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (พระอารามหลวง) หรือวัดใต้ ซึ่งในสมัยปัจจุบัน ตำแหน่งนี้น่าจะอยู่ในระดับเจ้าคณะภาคเลย และท่านเป็นเจ้าคุณเสียด้วย..!

    แล้วจะไปเป็นอันดับ ๕ หลวงปู่ดี พุทธโชติ (พระเทพมงคลรังษี) ซึ่งก็อายุยืนนานถึง ๙๐ กว่าปี และเป็นพระราชาคณะชั้นเทพรูปแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาส วัดเทวสังฆาราม (พระอารามหลวง) หรือว่า วัดเหนือ

    ถัดจากนั้นจึงเป็นอันดับ ๖ หลวงปู่เหรียญ สุวณฺณโชติ (พระโสภณสมาจาร) เจ้าอาวาสวัดหนองบัว รูปถัดจากหลวงปู่ยิ้มมา

    หลวงปู่สอน อินฺทสโรนั้นถือว่าอาวุโสน้อยที่สุด ในจำนวน ๗ เสือจังหวัดกาญจนบุรี ก็ยังเจริญในสมณศักดิ์ขึ้นมาถึงระดับเจ้าคุณเช่นกัน คือ เป็นเจ้าคุณพระกาญจนวัตรวิบูลย์
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,763
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,653
    ค่าพลัง:
    +26,516
    คราวนี้ในจำนวนสมณศักดิ์ของทางด้านจังหวัดกาญจนบุรีนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนโน้นก็จะเป็นสมณศักดิ์ที่คล้องจองกัน ได้แก่ พระครูวิสุทธิรังษี พระครูสิงคิคุณธาดา พระครูจริยาภิรัต พระครูยติวัตรวิบูลย์ พระครูอดุลสมณกิจ พระครูนิวิฐสมาจาร และพระครูวัตตสารโสภณ

    เราท่านทั้งหลายจะได้เห็นว่าตำแหน่งพระครูวิสุทธิรังษี ได้ปรับขึ้นมาจนเป็นเจ้าคุณพระวิสุทธิรังษี สังฆปาโมกข์รูปแรกก็คือหลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้

    พระครูสิงคิคุณธาดานั้นก็คือหลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวน

    พระครูจริยาภิรัต คือ หลวงปู่ยันต์ วัดหนองขาว (อินทาราม)

    พระครูยติวัตรวิบูล คือ หลวงปู่พรต จนฺทโสภะ วัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง

    พระครูอดุลสมณกิจ คือหลวงปู่ดี วัดเหนือ ซึ่งภายหลังเจริญในสมณศักดิ์ขึ้นมาเป็นเจ้าคุณชั้นเทพรูปแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ที่พระเทพมงคลรังษี

    พระครูนิวิฐสมาจารก็คือหลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว ศิษย์ก้นกุฏิหลวงปู่ยิ้ม ภายหลังก็เป็นเจ้าคุณที่พระโสภณสมาจาร

    และพระครูวัตตสารโสภณนั้น ตำแหน่งนี้มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมเนิ่นนาน แต่ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็คือหลวงปู่ดอกไม้ ปทุมรตโน วัดดอนเจดีย์นั่นเอง

    แล้วครูบาอาจารย์สมัยก่อนท่านก็ไม่ได้ยึดติดกับวัดวาอาราม พระอุปัชฌาย์หรือว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ท่านไปครองวัดไหน ท่านก็ไปครองที่นั่น แล้วถ้าหากว่ากิจที่จะพึงทำ อย่างเช่นว่าการสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างเจดีย์ สร้างมณฑป จบลงแล้ว บางทีท่านก็ธุดงค์หายไปดื้อ ๆ เหมือนกัน..!

    ส่วนทางวัดทุ่งลาดหญ้านั้น เมื่อสืบสายมาต่อจากหลวงปู่เจ้าคุณสอนหรือหลวงปู่สอน ก็คือหลวงปู่ลำใย วัดทุ่งลาดหญ้านั่นเอง ซึ่งสมัยที่หลวงปู่ลำใยท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นพระครูกาญจโนปมคุณอยู่นั้น กระผม/อาตมภาพเองได้กราบท่านตั้งแต่สมัยยังไม่ได้บวช เพราะว่ารับราชการเป็นทหารอยู่ที่กองพลที่ ๙ หรือเรียกชื่อเต็ม ๆ ว่ากองพลทหารราบที่ ๙ ค่ายกาญจนบุรี ซึ่งภายหลังมาเปลี่ยนเป็นค่ายสุรสีห์ ตามพระราชทินนาม ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือว่าวังหน้าพระยาเสือ

    สมัยนั้นทุกวันพุธช่วงบ่าย ทหารเราจะมีการโยธา ก็คือทำความสะอาดสถานที่ บรรดาผู้บังคับบัญชาก็จะนำพาทหารไปทำความสะอาดวัดทุ่งลาดหญ้า ซึ่งอยู่ในขอบชายพื้นที่ของกองพลทหารราบที่ ๙ นั่นเอง รู้จักมักคุ้นกันในสมัยนั้น
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,763
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,653
    ค่าพลัง:
    +26,516
    จนกระทั่งภายหลังไปอุปสมบทที่วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานีแล้ว ครั้นหลังจาก ๔ พรรษา พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านอนุญาตให้ออกธุดงค์ได้ กระผม/อาตมภาพก็มุ่งหน้ามายังกาญจนบุรี ขอศึกษาหาความรู้กับหลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า หลวงปู่สาย วัดท่าขนุน และหลวงพ่ออุตตะมะ วัดวังก์วิเวการาม โดยที่ได้ความรู้สายหลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวน มาจากหลวงพ่อเจ้าคุณณรงค์ - พระเดชพระคุณพระเทพเมธากรณ์ (ณรงค์ ปริสุทโธ ป.ธ. ๔) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี และอดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีนั่นเอง

    เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้านับวิชาการสายหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัวแล้ว กระผม/อาตมภาพเองศึกษาลักษณะมุ่งไปและย้อนกลับ ก็คือรับมาจากทางด้านหลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า สืบสายต่อมาจากหลวงปู่สอนที่ร่ำเรียนจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว

    หลังจากนั้นยังมาเรียนกรรมฐานจากพระเดชพระคุณพระสาสนโศภณ ซึ่งภายหลังก็คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร แห่งวัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนนั้นท่านยังเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระสาสนโศภณ ได้เมตตาถ่ายทอดวิชาอสุภกรรมฐาน ที่เรียกว่าอัฏฐิกอสุภ - กระดูก ๓๐๐ ท่อน ให้กระผม/อาตมภาพอย่างละเอียดมาก ก็แปลว่าทางด้านหลวงปู่ดี วัดเหนือที่เป็นลูกศิษย์สำคัญรูปหนึ่งของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ท่านสืบสายวิชามาที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ แล้วก็มาถึงกระผม/อาตมภาพ

    ส่วนทางด้านหลวงปู่ใจ อินฺทสุวณฺโณ (พระราชมงคลวุฒาจารย์) วัดเสด็จ และหลวงปู่แช่ม วัดจุฬามณี ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัวนั้น วิชาสายหลวงปู่แช่ม วัดจุฬามณีถ่ายทอดมาถึงหลวงปู่เนื่อง วัดจุฬามณี แล้วหลวงปู่สาย วัดท่าขนุน ก็ไปศึกษาร่ำเรียนมา หลังจากนั้นวิชาการส่วนนี้ก็มาตกถึงกระผม/อาตมภาพอีก

    การร่ำเรียนวิชาการต่าง ๆ นั้น โดยปกติแล้ว กระผม/อาตมภาพไม่ค่อยจะได้เล่าให้ใครฟัง เนื่องเพราะว่าการถ่ายทอดนั้น บางทีท่านก็บอกพรวด ๆ รวดเดียวให้ตั้งแต่ต้นจนจบ อาศัยที่ตนเองความจำดีก็จดจำเอาไว้ ก็คือจำแล้วก็มาจด เมื่อจดเอาไว้แล้ว ก็พากเพียรศึกษาพยายามทำให้เกิดผล ถ้าหากว่าติดขัดตรงไหน ก็วิ่งมากราบเท้าสอบถามจากครูบาอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กระผม/อาตมภาพก็เลยแทบจะเป็นลูกศิษย์ของ "๗ เสือกาญจนบุรี" แบบครบถ้วน เนื่องเพราะว่าสายหลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวนนั้น ท่านถ่ายทอดไปให้หลวงพ่อซ้ง อินฺทสโร วัดวัดสาลวนาราม (วัดดอนตาเพชร)

    ส่วนหลวงพ่อเจ้าคุณณรงค์นั้น ท่านเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่ซ้ง วัดดอนตาเพชร โดยเฉพาะคาถาต่าง ๆ ที่หลวงพ่อณรงค์ถ่ายทอดมานั้น เล่าให้ใครฟังก็หัวเราะกันแทบตาย เพราะว่าหลวงพ่อณรงค์ในสมัยนั้น ท่านจะต้องออกทำงาน ในฐานะเจ้าคณะตำบลเกาะสำโรง ที่กินพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี ไล่มาเข้าป่าอำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ ไปยันอำเภอสังขละบุรี ติดชายแดนพม่า ท่านก็เลยศึกษาแต่วิชาการประเภทป้องกันไม่ให้ตัวเองตาย..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    20,763
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,653
    ค่าพลัง:
    +26,516
    ครั้นถึงเวลาว่าคาถามาแต่ละอย่าง กระผม/อาตมภาพบางทีก็ลงไปหัวเราะดิ้นอยู่กับพื้น..! เพราะว่าคาถาแต่ละบทแต่ละอย่างนั้น บอกให้เห็นชัด ๆ ว่ามนุษย์และสัตว์กลัวมรณภัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าได้ร่ำเรียนเอาไว้ เจอบุคคลที่มีจริตนิสัยเดียวกัน แล้วสามารถถ่ายทอดต่อไปให้ได้ ก็เป็นอันว่าสามารถที่จะสืบทอดวิชาออกไปได้ แต่ถ้าหากว่าไปเจอบุคคลที่ไม่กลัวความตายอย่างกระผม/อาตมภาพ วิชาเหล่านี้ก็คงขาดด้วนลงแค่นี้เอง..!

    ดังนั้น..บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อศึกษาวิชาการมาถึงรุ่นหลัง ๆ กระผม/อาตมภาพนี่แทบจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน ก็ยังออกปลุกเสกร่วมกับหลวงปู่เสงี่ยม (พระครูพิศาลวิริยกิจ) วัดบ้านทวน ไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เป็นต้น ดังนั้น..เรื่องทั้งหลายเหล่านี้บางอย่างบางประการก็เกิดจากบุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์กันมา ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องบังเอิญอย่างเด็ดขาด

    ครั้นเสร็จพิธี ขอตัวกลับมาแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ได้นำเอาสมเด็จองค์ปฐมพิมพ์นั่งบัวเสวยสุข เนื้อสเตนเลส ขึ้นรถ เตรียมไปส่งมอบให้ไอ้ตัวเล็กแจกจ่ายแก่บุคคลที่เข้าจอง เป็นอันว่าทั้ง ๕,๐๐๐ องค์นั้น ถ้าไม่หมดก็คงเหลืออยู่แค่ไม่กี่องค์..!

    สมเด็จองค์ปฐมพิมพ์นั่งบัวเสวยสุข เนื้อสเตนเลสนี้ได้เข้ากรรมฐาน ๓ วัน ๓ ปีติดกัน ก็คือปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ และ ปี ๒๕๖๗ ส่วนที่เหลือไม่กี่องค์ กระผม/อาตมภาพจะให้เจ้าหน้าที่จำหน่ายในราคาเดิม คือ ๒,๕๐๐ บาท ใครอยากได้ในราคาเยาวชน เพื่อร่วมซื้อที่ดินสร้างวิทยาลัยสงฆ์ จังหวัดเพชรบุรี ก็รีบบูชาในเว็บไซต์วัดท่าขนุนโดยด่วน หลังจากปิดการบูชาในวันพรุ่งนี้แล้ว กระผม/อาตมภาพจะให้เจ้าหน้าที่จำหน่ายในราคาเดิม ห้ามมาต่อว่ากันทีหลัง เพราะถือว่าให้โอกาสท่านทั้งหลายโดยพร้อมเพรียงกันไปแล้ว

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...