ข้าพเจ้าเคยกราบเรียนถามหลวงพ่อกัสสปมุนีว่า "พระเครื่องที่เราๆท่านๆนำมาเลี่ยมขึ้นคอนั้น เขามีวิธีกาปลุกเสกอย่างไรถึงได้มีพุทธคุณคุ้มครองได้" หลวงพ่อท่านจึงกรุณาเล่าให้ฟังประดับความรู้ว่า การเสกพระนั้นมีอยู่สองแบบ คือ แบบแรก ผู้เสกจะเสกด้วยคาถาอาคม มนตราต่างๆที่เรียนมา ประสิทธิลงในพระเครื่องนั้นๆ แบบนี้ถ้าผู้เสกเสื่อมฌาณไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตาม พระเครื่องนั้นก็มีอันเสื่อมไปด้วย แบบที่สอง ผู้เสกจะอธิษฐานจิตสู่พระเครื่องด้วยการเข้าฌาณอันพึงเกิดจากญาณสมาบัติที่ได้ มีการเข้าฌาณเดินหน้าถอยหลัง ซึ่งสุดวิสัยที่ข้าพเจ้าจะหยั่งถึงหรือจดจำได้ หลวงพ่อบอกอีกว่า การเสกแบบนี้จะไม่มีวันเสื่อมแล้ว นับวันพลังที่ได้รับการบรรจุลงในพระเครื่องนั้นจะเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ และหลวงพ่อได้ยกตัวอย่างพระเครื่องที่ได้รับการอธิษฐานจิตแบบนี้ เช่น พระสมเด็จ ของสมเด็จพระพุทธาจารย์(โต) แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม หรือแม้แต่พระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่างๆของหลวงพ่อกัสสปมุนีเอง ท่านก็ใช้วิธีอธิษฐานจิตแบบนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากจะพระสักองค์มาบูชาแทนสมเด็จวัดระฆังที่มีราคาสูงลิ่ว ผมคิดว่าของหลวงพ่อก็ใช้แทนกันได้และมีคุณวิเศษไม่แตกต่างกันเลยทีเดียวครับ โดยลูกศิษย์หลวงพ่อกัสสปมุนี จากหนังสือ ปกิณกสารธรรม อนุสรณ์10ปี แห่งการมรณะภาพ ปี 2541
สำหรับผม ง่ายกว่านี้เยอะครับ เสกด้วยใจ คือ กำหนดเป็นแสงสว่างแห่งนิพพาน ท่องในใจว่า สัมมาสัมพุทธะ นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ แล้วอัดพลัง แสงนั้นลงไปในเนื้อธาตุ...จบเลย หรืออัดแค่พลังแสงนิพพาน ลงไป ด้วยใจ จบเลย
บุญบารมีและกำลังแห่งจิต......เป็นสำคัญครับ อย่างเราๆคิดว่าง่ายแต่คงมิสามารถ ทำได้อย่างพ่อแม่ครูบาอาจารย์แน่นอน......แต่อีกวิธีหนึ่งก็สายหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ที่ใช้วิธีอาราธนาพระบารมีจากพระและเทวดาทั้งหลาย นั่นเองครับ
กราบหลวงพ่อกัสสปะมุนี หลวงพ่อเมตตาลูกศิษย์คนนี้ มากมายนัก ถืงแม้ว่า ผมจะไม่ทันหลวงพ่อตอนดำรงสังขารแต่ ก้อศรัทธาและ รับรู้ว่า ท่านเมตตาลูกศิษย์คนนี้จริงๆ ผมเคยฝันว่าท่านเดินลงจากบันไดทางขึ้นโบสถ์ที่วัดลงมาหาผม พอตื่นขึ้นมา น้ำตาไหลโดยไม่รู้สึกตัว ปลาบปลื้มใจนัก
สาธุ...เป็นวาสนายิ่งแล้ว ผมก็พึ่งฝันเห็นหลวงพ่อตอนรับวัตถุมงคลชุดหลังนี้มาเช่นกันครับ ดีใจมากมายที่เห็นผู้คนมากมายศรัทธาในตัวหลวงพ่อครับ